ปมร้อนกรณี วรชัย เหมะ ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของรองนายกรัฐมนตรี (ภูมิธรรม เวชยชัย) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่และเดินทางไปต่างประเทศของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กำลังถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างคนภายในพรรคเพื่อไทย
ในเรื่องนี้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ มองว่า ไม่น่ามีปัญหาและพยายามทำความเข้าใจ ทั้งนี้ วรชัย อาจไปรับรู้หรือรับฟังถึงปัญหาสภาพความเดือดร้อนประชาชนและพยายามสะท้อนออกมา อันที่จริงแล้วควรจะมาสะท้อนกันภายใน เพราะไม่แน่ใจว่า ข้อมูลที่ได้รับมาครบถ้วนทั้งหมดหรือไม่ และสิ่งที่ดำเนินการอยู่ มันก็มีหลายด้าน หลายเหตุผลที่จะต้องมาทำความเข้าใจในแต่ละเรื่อง
เพราะวันนี้การแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้ง่าย ๆ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่บริหารได้ไม่ดี และสร้างปัญหามาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์การเมือง และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้ เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว เพราะฉะนั้น การมองทุกอย่างต้องรอบด้าน ผมคิดว่าหากทุกฝ่ายทำใจให้สงบและมานั่งคุยกัน ก็จะเข้าใจปัญหากันได้มากขึ้น
นายวรชัย ก็อาจจะสะท้อนภาพที่พี่น้องประชาชนเจอและได้เสนอมา ซึ่ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ในสถานะการทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี การออกมาบอกว่า นายวรชัย ไม่รู้ ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะอย่างผมก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่องของงานที่รัฐบาลทำอยู่ หากตรงนี้ คือการเอามุมของแค่ละคนที่เห็นและมาพูดคุย มาชั่งน้ำหนัก ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ เพราะที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไร ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ดีอยู่แล้วและพยายามแก้ไข
ส่วนจะต้องมีการพูดคุยกับนายวรชัยหรือไม่ในฐานะที่ปรึกษา ภูมิธรรม มองว่า ต้องคุยกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ได้คุยกับ นพ.พรหมินทร์ และคุยกับ วรชัยแล้ว ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ต้องจบ ไม่ควรทำให้ประเด็นเล็ก-ประเด็นน้อยถูกถามและไปขยายความที่เป็นความเห็นของแต่ละคน เพราะเรื่องนี้ควรที่จะรับรู้ร่วมกัน ไม่ใช่ไปใช้วิธีไปพูดผ่านสื่อ แบบนี้มันไม่ได้
ส่วนตัวคิดว่า นพ.พรหมินทร์ คงจะจบเรื่องนี้แล้ว เพราะได้ชี้แจงในส่วนของรัฐบาลไป ซึ่งส่วนของนายวรชัย ผมก็ไม่อยากให้ไปขยายความอีก ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานร่วมกัน ดังนั้น ควรยุติ
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเป็นส่วนตัวกับ วรชัย ไปแล้วหรือไม่ ภูมิธรรม ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยไปแล้ว แต่ในเรื่องนี้ เพิ่งเห็นในสองวันที่ผ่านมา ถ้าเป็นส่วนตัว คิดว่าคงหยุดไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่สะท้อนออกมาแล้ว และไปคุยกันได้ ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง อีกคนพูดอีกอย่างหนึ่ง มองว่านั่นไม่ใช่การทำงานที่มีวุฒิภาวะ ควรจะหยุด มีแต่จะพูดทำให้ความเชื่อมั่นและปัญหาของประเทศมากขึ้นไป ซึ่งที่จริงแล้วถูกทั้งสองฝ่าย เพียงแต่เห็นกันคนละด้าน
ส่วนในขณะนี้ มีคนพูดถึงการทำงานของนายกรัฐมนตรีว่า “ทำดีแต่ไม่มีผลงาน” ซึ่งในวาระที่จะครบ 1 ปี ของการทำงานของรัฐบาล มองเรื่องนี้อย่างไร ภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องยอมรับว่านายกรัฐมนตรีทำงานหนัก และสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมายาวนาน ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าตั้งแต่ก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาล จะต้องเจอกับปัญหาหนักแน่ ๆ เพราะสภาพที่ทับถมมานาน
ดังนั้น คิดว่านายกรัฐมนตรีก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และพยายามคลี่คลายในทุกจุด ซึ่งสิ่งที่นายกฯ กำลังดำเนินการ มันเป็นปัญหาในหลายเรื่อง ทั้งการผูกขาด ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจที่ซบเซาลง และเศรษฐกิจโลกก็ส่งผลกระทบ ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และในฐานะที่กำกับดูและกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปจนเกินเลย เพราะตัวเลขการส่งออกของ 5 เดือนแรกในปี 67 อยู่ที่ 2.6 ซึ่งสูงกว่าเป้าคาดการณ์ว่าจะโตได้ที่ 2.0% ส่วนอีก 7 เดือนที่เหลือ จะพยายามทำให้ได้ที่ 2.3%
ภูมิธรรม อ้างด้วยว่า ขณะนี้ ตัวเลขส่วออกเกินเป้าอยู่แล้ว ซึ่งต้องมาดูว่าการค้าขายในปัจจุบันไม่ใช่การส่งออกแบบเดิม แต่รัฐบาลกำลังเริ่มดำเนินการแบบใหม่ ซึ่งก็สามารถเพิ่มยอดค่าใช้จ่ายได้อีกแบบหนึ่ง คิดว่าจะมองปัญหาเพียงจุดเดียวไม่พอ ต้องมองในภาพรวม เพราะตอนนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า
และวันนี้ พืชผลทางการเกษตรก็ทำได้เยอะ ซึ่งการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พืชผลทางการเกษตรก็ดีขึ้นทุกตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่
สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องไปตรวจสอบกับประชาชนที่เป็นผู้ผลิตดีขึ้นด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้น ปัญหาหลายเรื่องมันซับซ้อน และก็ต้องดูปัจจัยอย่างอื่น ไม่ใช่แค่ปัญหาของประชาชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งวันนี้เข้ามาต้องแก้ปัญหาให้ไปถึงราก เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปตลอดกาล
ส่วนจากเหตุการณ์นี้ พรรคกับรัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารกันมากขึ้นหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า สื่อสารกันดีอยู่แล้ว แต่ในตัวบุคคลอาจจะมีคลาดเคลื่อนกันได้บ้าง ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ปรับปรุงได้ ไม่มีปัญหา และการทำงานของพรรคกับรัฐบาลเองก็มีอยู่แล้ว อย่างเช่นในวันอังคาร รัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็จะเดินทางเข้าพรรคไปประชุม และในส่วนของสภาฯ เราก็เข้าสภาฯ ในวันธรรมดาเราก็ทำหน้าที่บริหารในส่วนรับผิดชอบของตนเอง
รัฐมนตรีทุกคนต่างก็งานล้นมือ ต้องของเวลานิดนึงให้เราได้ทำงานจริง ๆ เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่เป็นปัญหายุ่งยาก




