กรณี หยาง เจ๋อ ฉี นายแบบชาวจีน หายตัวไปบริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 67 โดยครอบครัวเกรงว่า หยาง เจ๋อ ฉี จะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกไปทำงาน เหมือน ซิงซิง นักแสดงชาวจีน ที่ปรากฎเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ ประกอบกับครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวติดต่อ หยาง เจ๋อ ฉี ได้ เขามีลักษณะที่ไม่ปกติ คล้ายถูกทำร้ายร่างกาย
ล่าสุดวันนี้ (17 ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ตอนนี้เราทำงานกันอย่างหนัก และขอให้สื่ออย่านำเสนอข่าวที่มากเกินไป เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เพราะการประโคมข่าวเหล่านี้อาจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีคนจีนมาไทยเยอะ
ย้ำว่า ไม่ได้โทษสื่อมวลชน เพียงแค่ยกตัวอย่าง เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาก็ส่งผลกระทบค่อนข้างมาก และส่วนตัวได้พยายามคุยกับทูตประเทศจีน ซึ่งทุกคนก็ไม่สบายใจ และทราบว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ทั้งหมด
ส่วนเรื่องนายแบบจีนที่หายตัวไป ต้องมาดูข้อเท็จจริง เพราะคนเข้ามาเป็นแสนเป็นล้าน ไม่รู้ว่าเขามีวัตถุประสงค์อะไร อย่างกรณี ซิงซิง เราดูกล้องวงจรปิด เขาก็ไม่ได้ถูกบังคับ เดินมาด้วยความสมัครใจ เพราะฉะนั้นอย่างน้อย เอาเขากลับคืนมาให้เกิดความสบายใจก่อน และต้องดูว่าเขาเข้ามาในเส้นทางธรรมชาติทำไม และต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย ส่วนกรณีนายแบบคนดังกล่าวขอสอบถามข้อมูลก่อน แล้วค่อยว่ากัน
ส่วนการที่ตามแนวชายแดนมีการติดป้ายเตือนว่ากำลังจะข้ามชายแดน ภูมิธรรม ระบุว่า เรื่องนี้มีข้อเสนอเยอะว่าควรเตือนตั้งแต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ตั้งแต่ในประเทศ เว็บไซต์ คลิปเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดี และเตรียมที่จะปรับปรุงทบทวนกันอยู่
- เล็งปรับแผนทบทวนพูดคุยสันติสุข หลังยังมีเหตุรุนแรง
นอกจากนี้ ภูมิธรรม ยังตอบคำถามสื่อเรื่องสันติสุขชายแดนใต้ ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของนายกรัฐมนตรี วานนี้ (16 ม.ค.) ว่า ในฐานะที่ดูแล กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าและสมช. ได้เห็นอะไรในหลายๆ มิติ ซึ่งจะนำมาสะท้อนต่อที่ประชุมสมช.วันนี้
ซึ่งสอดรับกับคำสั่งการของตน ที่อาจต้องมานั่งคิดใหม่ว่า 20 ปีที่ผ่านมา กระบวนการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้มีอะไรที่ถูกหรือผิดบ้าง เพื่อที่จะสามารถกำหนดอะไรใหม่ๆได้มากขึ้น ซึ่งช่วงสิ้นเดือน ม.ค.นี้จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง
ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้จะเดินหน้าต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดหลังจากนี้ ถ้ามีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่จะต้องมีการหาคณะทำงานให้สอดรับกัน แต่ส่วนตัวก็มีคำถามว่าการเจรจาของทางฝั่งคู่เจรจามีอำนาจเต็มจริงๆ หรือเปล่า เพราะระหว่างพูดคุย ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ
เพราะฉะนั้น หากเราจะพูดคุยกันก็ต้องพยายามยุติความรุนแรง เวลานี้ฝ่ายทหารไม่ได้ไปรุกทำร้ายอะไร เพียงแต่เรารักษาสถานการณ์เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากการเจรจาเดินหน้าไปแต่เหตุร้ายก็ยังเกิดขึ้น ขอย้ำว่าขณะนี้ยังไม่พิจารณาอนุมัติอะไรจนกว่าจะมียุทธศาสตร์ให้ได้เสียก่อน




