ยังไม่ประกาศสงคราม! ไร้สัญญาณเจรจา ‘ไทย-กัมพูชา’

24 ก.ค. 2568 - 17:35

  • ‘ภูมิธรรม’ ประณาม​ ‘กัมพูชา’ เปิดฉากใช้ความรุนแรง​ มี​เป้าไม่ชัด​ ทำประชาชนเสียชีวิต​ ยัน​ยังไม่ประกาศ ‘ภาวะสงคราม’​ ชี้เป็นเพียงการ ‘ปะทะกัน’​

  • ลั่น​ยึดหลัก ‘สันติวิธี’​ ไม่ยอมเสียดินแดนอธิปไตย​ เผยยังไม่มีการเจรจา 2 ฝ่าย พร้อมขอประชาชนมั่นใจกองทัพ​-เร่งอพยพประชาชนพ้นรัศมี​ 50 กม.​

  • แจง​มติ สมช.ถือเป็น ‘มติ ครม.’​ เร่งเยียวยาผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต​ ซัด​ลดระดับมาตรการทางการทูต ‘รุนแรงที่สุดแล้ว’

ยังไม่ประกาศสงคราม! ไร้สัญญาณเจรจา ‘ไทย-กัมพูชา’

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วาระพิเศษ ซึ่งเป็น “การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ” ไปพร้อมกัน เนื่องมาจากเกิดเหตุปะทะที่ชายแดนไทย - กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเชิญเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาร่วมประชุมด้วย ตามมาตรา 8 วรรค 2 ของกฤษฎีกาที่เสนอเรื่องเข้า ครม. เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องใช้มติ ครม. รองรับ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้

ภูมิธรรมระบุว่า ได้รับรายงานจากหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องถึงสถานการณ์ เป็นการยิงเข้ามาของทางกัมพูชาก่อน และเกิดเหตุบานปลาย จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงเช้ามีการใช้อาวุธในระดับต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือ การยิงของกัมพูชาใช้อาวุธหนักในการยิงเข้ามาเขตแดนของประเทศ โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ในเขตที่ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเขตพลเรือน มีพลเรือนเสียชีวิตทั้งหมด 11 คน เป็นพลเรือน 10 คน ทหาร 1 นาย มีผู้บาดเจ็บ 28 คน 24 คนเป็นพลเรือน และ 4 คนเป็นทหาร

ภูมิธรรมยังกล่าวประณามว่า “มีการใช้อาวุธหนักที่รุนแรง ไม่มีเป้าหมาย มีบางลูกยิงเข้ามายังสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ และบางส่วนยิงเข้ากลางโรงพยาบาล ห่างจากพื้นที่โรงพยาบาล 3 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราขอประณามการใช้กำลังและดำเนินการโดยไม่ได้ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด”

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นเรื่องการปะทะกัน เรายืนยันหลักการว่าต้องใช้สันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง และต้องพยายามพูดคุยพยายามแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะยั่วยุจากทางกัมพูชามาโดยตลอด เราป้องกันตัวเราเอง และป้องกันอธิปไตยของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ และเรายอมไม่ได้ให้มีลักษณะที่จะบุกรุกหรือละเมิดอธิปไตยของไทย และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องตัวเอง และดูแลอธิปไตยของประเทศ

ภูมิธรรมยังระบุอีกว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน ในเขตพื้นที่ที่มีการเดินลาดตระเวน ซึ่งเป็นพื้นที่เดินลาดตระเวนเก่าตามข้อตกลงเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปัญหา เมื่อก่อนนี้เราเดินลาดตระเวนกันตลอดไม่เคยมีปัญหา แต่มีการระเบิดขึ้นครั้งล่าสุดทำให้เราสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทหารขาขาด เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้”

ขณะนี้ได้มีการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยทางกองทัพได้ดำเนินการในการปกป้องอธิปไตยในพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบ และขณะนี้ได้ให้อำนาจของทหารในการที่จะใช้มาตรการต่างๆ ตามความจำเป็น พยายามยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสถานการณ์ฉุกเฉินอาจไม่มีเวลาที่มารอขออนุญาต สามารถดำเนินการได้ตามขอบเขต และแจ้งให้เราทราบโดยเร็ว

ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่ประมาณ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เพราะฉะนั้นขณะนี้ยังควบคุมอยู่ในพื้นที่ได้อยู่ แต่ก็มีความระมัดระวังและป้องกันชายแดนเต็มที่ ได้ให้กระทรวงมหาดไทยอพยพคนออกจากพื้นที่ให้ไกลกว่า 50 กิโลเมตร เพราะถือว่าเป็นระยะปลอดภัยที่สุด และได้สั่งการให้มีการอพยพและดูแลประชาชน ดำเนินการในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีแผนดำเนินการรองรับอยู่แล้ว

ภูมิธรรมยังกล่าวว่า “มติที่ประชุมวันนี้ถือเป็นมติ ครม. ให้ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด เยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมด ซึ่งมีกฎระเบียบที่วางไว้อยู่แล้ว ได้มอบหมายให้ดูชัดเจน และโรงเรียนขณะนี้มีการประกาศปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในรัศมีใกล้เคียงชายแดน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีการดำเนินการในการที่จะเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลอำเภอในบริเวณชายแดนให้เป็นโรงพยาบาลสนาม และอพยพคนไข้ที่บาดเจ็บทั้งหมดออกจากแนวชายแดน เกินกว่า 50 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในจุดที่ปลอดภัย”

ขณะที่มาตรการต่างประเทศได้ดำเนินการไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งเรียกทูตไทยกลับ และส่งทูตเขากลับไปยังประเทศเขา ซึ่งยังอยู่ในระดับนี้ ถือว่าเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดในระดับการทูต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการพูดคุยในระดับของรัฐบาลของทั้งสองประเทศเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายหรือไม่? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ตอนนี้ต้องให้เรื่องยุติก่อน ถ้าแสดงความจริงใจต่อกันก็สามารถคุยกันได้ เรายังรู้สึกว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายรุกล้ำเข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็จะต้องดำเนินการไปตามครรลอง”

ส่วนงบฯ ฉุกเฉินในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ทางจังหวัดสามารถดำเนินการได้เลยใช่หรือไม่? ภูมิธรรมกล่าวว่า “มีมาตรการอยู่แล้ว ในส่วนของกองทุนที่มีอยู่”

เมื่อถามถึงที่ประชุมได้รับการรายงานหรือไม่สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในฝั่งของทางกัมพูชา? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ‘สมเด็จฮุนเซน’ เดินทางออกจากประเทศกัมพูชาแล้ว? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดตามเรื่องนั้น สนใจแค่เรื่องคนในประเทศมากกว่า และเหตุการณ์ที่ปะทะกันเกิดขึ้นและบานปลาย ซึ่งคำนึงถึงชีวิตของทหารไทยและประชาชน”

สำหรับกรณีที่ทางกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติแล้ว ทางไทยจะมีการดำเนินการอย่างไร? ภูมิธรรมกล่าวว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติแล้ว รวมถึงได้พูดคุยกับเลขาของสภาความมั่นคงของสหประชาชาติ ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่ที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการพูดคุยและประสานการตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ใช้มาตรการต่างๆ เล่าสถานการณ์ให้ฟัง พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจะมีการแถลงอีกครั้ง”

รัฐบาลไม่ได้ปกปิดอะไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยืนยันว่าโดยหลักการที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศไทย และการบุกเข้ามาในประเทศไทย เรามีหลักฐานแน่น และรัฐบาลไทยก็ได้แสดงออกไปอย่างชัดเจน ในหลายเรื่องอยากขอร้องว่า เรื่องของยุทธการที่ไม่สามารถพูดได้ เพื่อไม่ให้เกิดการเพลี่ยงพล้ำ หรือเสียเปรียบในยุทธการ

เมื่อถามว่าทางกองทัพได้ขีดเส้นว่าจะยุติปฏิบัติการได้เมื่อไหร่? ภูมิธรรมระบุว่า “จนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ และมีข้อยุติที่เพียงพอ”

ส่วนเมื่อถามว่า รัฐบาลไทยได้รับการติดต่อจากทางฝั่งกัมพูชาว่ามีสัญญาณหรือแนวโน้มที่จะยุติการปะทะหรือไม่? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ได้ยินทางโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน จริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบ ส่วนฝ่ายไทยจะมีวิธีการเจรจาอย่างไรนั้นไม่สามารถพูดได้ เป็นเรื่องของวิธีการ เขาต้องยุติความรุนแรง และสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของข่าวลือ และต้องระมัดระวังเรื่องของข่าวที่ไม่ชัดเจน เพราะทำให้เกิดความรุนแรงที่อาจจะรุนแรงมากไปกว่านี้”

ยืนยันว่าทางกองทัพสามารถดูแลและปกป้องประเทศได้ เพราะมีความพร้อมทุกอย่าง แต่หากสถานการณ์บานปลาย สิ่งที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทางนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่อพยพออกมาจากพื้นที่แล้ว

เมื่อถามว่าถ้ากัมพูชาแรงมา เราจะแรงกลับใช่หรือไม่? ภูมิธรรมกล่าวว่า “การตอบโต้จะดูตามสถานการณ์ โดยไม่ให้อธิปไตยของไทยเสียหาย ไม่อยากให้ถามว่าเราจะต้องรุนแรงกลับไปหรือไม่ เพราะการพูดไม่ดีเท่ากับการทำ เพราะหากพูดไปจะมีแต่ยั่วยุ เพราะการทำที่ดีจะสามารถแก้ปัญหาได้”

ส่วนจะต้องดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาเจรจาหรือไม่? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ยังระหว่างนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และแจ้งให้องค์การระหว่างประเทศให้ทราบเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าเราต้องการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยไม่ให้ถูกรุกราน”

ภูมิธรรมย้ำว่า “รัฐบาลมีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตย และเราจะปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ และรัฐบาลจะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และจะทำทุกอย่างเท่าที่เงื่อนไขเราทำได้อย่างสุดความสามารถ”

ส่วนจะมีการจัดการแรงงานกัมพูชาในไทยอย่างไรบ้างนั้น? ภูมิธรรมกล่าวว่า “ตอนนี้เอาเรื่องสงครามก่อน” เมื่อผู้สื่อข่าวแย้งว่า “ไหนบอกว่าไม่ใช่ภาวะสงคราม?” ทำให้ภูมิธรรม หันกลับมาตอบว่า “ถึงมันเป็นแบบนี้ เราก็ไม่อยากให้มันเกิดไง ไม่อยากให้มันมีความรุนแรงเกิดขึ้น ขอให้เอาเรื่องนี้ก่อน”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์