‘ภูมิธรรม’ ลั่นพร้อมฟ้องอาเซียน! หากเขมรละเมิดข้อตกลง

7 ส.ค. 2568 - 18:57

  • ‘ภูมิธรรม’ ชี้เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังถก GBC

  • ชี้หากปฏิบัติจริงใจจริงจัง หยุดยิงจะเกิดผลสมบูรณ์

  • ลั่นหาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง พร้อมฟ้องอาเซียนเป็นพยาน ปัดไม่เกี่ยว MOU43

‘ภูมิธรรม’ ลั่นพร้อมฟ้องอาเซียน! หากเขมรละเมิดข้อตกลง

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยวิสามัญ (GBC: General Border Committee) ว่า “ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สามารถพูดคุยและเห็นพ้องร่วมกันในข้อตกลงที่มีการหารือกันในที่ประชุม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หากมีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงก็ให้การหยุดยิงนั้นสามารถเกิดผลโดยสมบูรณ์ได้ รวมถึงเรื่องต่างๆ ก็จะเป็นไปตามข้อตกลง”

เมื่อถามว่า หากมีการละเมิดข้อตกลงจะมีกลไกใดรองรับหรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ทั้งหมดนี้มีกระบวนการรองรับ แม่ทัพทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งจะมีผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซียสังเกตการณ์และดูแลครั้งนี้”

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิด อาเซียนก็ต้องเข้ามาช่วยเป็นพยานให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายระหว่างประเทศจะดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะต้องมีการทบทวนเพื่อยกเลิก MOU43 หรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “เป็นคนละเรื่องกัน MOU43 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้เป็นเรื่องของการหยุดยิงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายจนมีการปะทะกัน ฉะนั้น MOU43 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยอีกระดับหนึ่งตามกฎหมายทั้งหมด”

phumtham-confirms-asean-witness-ceasefire-deal-SPACEBAR-Photo01.jpg

เดินเกมรุกตั้ง ‘คณะกรรมการปราบยาเสพติดทั่วราชอาณาจักร’

ขณะเดียวกัน ภูมิธรรม ยังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2568 ก่อนแถลงว่า “การประชุมมีสาระสำคัญพิจารณาการฟื้นฟู ป้องกัน ปราบปราม และป้องปรามเรื่องยาเสพติด เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ต้องทำทั้งระบบโดยบูรณาการกัน ผลสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นได้ ที่ประชุมตกลงที่จะร่วมมือกันทุกระดับ ทางกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหน่วยงานหลัก”

นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกันให้ครบถ้วน โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจ ที่ติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ คำสั่งนายกฯ ระบุว่า “ตามที่รัฐบาลกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน โดยมีแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่ปรากฏว่ายังพบการกระทำความผิด ส่งผลให้มีปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยขาดการควบคุม กำกับดูแลของผู้ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบ”

เพื่อให้การแก้ปัญหาบรรลุผลตามนโยบายรัฐบาล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 วรรค 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

1. ให้คณะกรรมการตรวจติดตามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ประกอบด้วย

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ
  • ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. รอย อิงคไพโรจน์ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ
  • ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการฯ
  • ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการ
  • อธิบดีกรมการปกครอง เป็นคณะกรรมการฯ
  • เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นคณะกรรมการฯ
  • ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นกรรมการฯ และเลขานุการร่วม
  • ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็นกรรมการฯ และเลขานุการร่วม
  • ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด เป็นกรรมการฯ และเลขานุการร่วม

2. ให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

  • กำกับดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามขั้นตอน และแนวทางตามที่กฎหมายกำหนด
  • ร่วมปฏิบัติการตรวจสอบและติดตามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ปรากฏในพื้นที่
  • กำหนดมาตรการในการดำเนินการต่อผู้รับผิดชอบในพื้นที่ของการกระทำความผิด
  • แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม
  • ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน และองค์กรภาคประชาชนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน
  • เชิญผู้แทนส่วนราชการของรัฐ และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมประชุม ชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ข้อมูล รวมทั้งจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ
  • รายงานผลการปฏิบัติงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบทุกระยะ
  • ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

3. คำสั่งอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งดังกล่าว ให้ใช้คำสั่งนี้แทน

4. การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือชุดปฏิบัติการที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์