ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพลิกขั้วล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ มีการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลบ้างหรือไม่ ว่า “ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ ส่วนเรื่องดีลข้ามขั้วนั้น ก็เห็นพูดมาเป็นเดือน ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างชัดเจนและเรามั่นใจว่าได้แสดงความจริงใจทุกอย่าง และตั้งใจทำไม่มีปัญหาแบบที่ถูกกล่าวหา อยู่ที่ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะเราได้แสดงหลักฐานทุกอย่างไปแล้ว”
ส่วนที่มีกระแสข่าวพรรคฝ่ายค้านประชุมกันถึงตี 2 เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น ภูมิธรรม บอกว่า “ก็เชิญประชุมไป ไม่มีปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ แต่ถ้าจะไปถามว่ามีเงินมาซื้อจำนวนหนึ่ง ผมมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เอาความจริงดีกว่า เขามีสิทธิ์ประชุม ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ผมตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาไปตกลงอะไรกัน”
เมื่อถามว่ายังมั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลที่จับมือกันอยู่หรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “มั่นใจ เราคุยกันดีมาตลอด เวลาเจอกันก็บอกว่าสื่อไปไกล ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ดังนั้นผมมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อถึงเวลา สถานการณ์จะช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจอย่างรอบคอบด้วยตัวของเขาเอง เราจะไม่คาดหวังและไปพูดให้เกิดความขัดแย้ง ผมจะพูดเฉพาะความจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำว่าไม่มีปัญหา”
ใครจะไปกินข้าวกับใครหรือไปประชุมกับใครก็ทำได้ ไม่มีอะไร และในสถานการณ์แบบนี้ ใครกินข้าวกับใครก็ได้ ผมก็คุยโทรศัพท์กับบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาในวงการเมือง
ส่วนกรณีที่อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พบกันที่ “บ้านป่ารอยต่อฯ” เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเดินเกมพลิกขั้วหรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ไม่ส่งสัญญาณหรอก ผมนั่งกินข้าวกับคนอื่น”
เมื่อถามย้ำว่ามีการปล่อยข่าวว่าฝั่งตรงข้ามมีการรวมเสียงได้แล้วถึง 270 เสียง มองว่าเป็นไปได้หรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ควรไปถามคนปล่อยข่าว ให้เขาพูดมาให้ชัดเจน ผมไม่อยากตอบ”
เมื่อถามอีกว่ามีพรรคร่วมรัฐบาลต่อสายมาพูดคุยบ้างหรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ขออนุญาตไม่พูด เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค”
ยันมีอำนาจปิดประชุม ก.ตร. แจงเลื่อนไป 31 ส.ค. เพราะอยากเคลียร์ปมร้องเรียนให้จบ
ส่วนกรณีเลื่อนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการ (ก.ตร.) ไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค.นี้
ภูมิธรรม ชี้แจงว่า “ผมไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้รู้จักใครทั้งหมด ไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว แต่มีเรื่องร้องเรียนจากนายตำรวจ 4 คน ประกอบด้วย พล.ต.ต.นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.”
ในจำนวนนี้มีตำรวจอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการทำงาน คนหนึ่งเป็นนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจในคดีชั้น 14 โดยทั้ง 4 คนได้เขียนจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการมาที่ผม โดยผมได้หารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและได้ให้คำแนะนำในข้อกฎหมายว่า “ในส่วนของ พล.ต.ต.นพ.โสภณรัชต์ เป็นสิทธิของเขาที่จะสามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ เพราะยังไม่ได้มีความผิดอะไร กรรมการที่ตั้งเป็นการพูดถึงเรื่องข้อเท็จจริง ตามกฎ ก.ตร.เขามีสิทธิที่จะเสนอชื่อเข้ามา จะรับได้หรือไม่ เป็นสิทธิของ ก.ตร.”
ภูมิธรรม กล่าวว่า “ในส่วนของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้พูดกับเราว่าเขาไม่ได้สนใจ ถ้าเขาไม่ได้หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขาเห็นว่าการแต่งตั้งครั้งนี้มันไม่ชอบ อยากให้มีการทบทวน ส่วนกรณี พล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นตำรวจคนหนึ่งที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับ ก็ไม่ได้รับการพิจารณา ผมไม่ขอลงรายละเอียดแล้วกัน อีกคนคือ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ซึ่งทั้ง 4 คนเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับการเสนอชื่อ
ฉะนั้น ในการประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ชวนผมเข้าไปคุยในห้องรับรอง เลยสอบถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร ท่านมีความตั้งใจและพยายามอธิบายหลายเรื่อง แต่มันอยู่ที่ข้อเท็จจริง ผมไม่มีปัญหาอย่างใด แต่มีปัญหาว่าถ้าเขาร้องเรียนมาและผมไม่สามารถทำได้ตามสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ และมันมีข้อเสนอแนะของกฤษฎีกาที่เป็นข้อเท็จจริงและส่วนหนึ่งที่จะพิจารณาได้ ผบ.ตร.พยายามทำความเข้าใจในหลายเรื่อง”
ผมบอกว่าเลื่อนไปก่อนได้หรือไม่ เพราะในเมื่อพูดถึงเรื่องระบบ ลองไปทบทวนดู ซึ่งมีเวลาที่เราจะพิจารณา ควรจะทำก่อน และเรื่องนี้เมื่อทำแล้ว โผตำรวจออกแล้ว ก.ตร.ตัดสินใจ เราจะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ด้วย ฉะนั้น ผมไม่อยากให้เกิดความไม่เรียบร้อย อยากให้คุยกันให้จบก่อน ผบ.ตร.เลยบอกว่า ‘ถ้าอย่างนั้นให้นำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา’
รับมีตะโกนไล่หลัง “ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ”
ภูมิธรรม กล่าวว่า “ได้คุยกันว่าถ้าเลื่อนจะเลื่อนอีกสัก 2 สัปดาห์ ให้ได้ทำงาน แต่มีข้อกฎหมายโต้แย้งหลายเรื่อง และได้ความชัดเจนแล้ว การขยายเกินวันที่ 31 ส.ค. มันมีข้อกฎหมายที่โต้แย้งกัน ในระเบียบ ก.ตร. ระบุว่าต้องจัดการให้เสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค. เว้นแต่มีเหตุผลที่เพียงพอถึงจะขยายเวลาต่อไปได้ และเมื่อเรียกประชุมแล้วควรจะต้องประชุม โดยผมได้แจ้งในห้องประชุม ก.ตร. ว่าผมได้รับเรื่องร้องเรียน และมีหนังสือแนบของกฤษฎีกาที่มีความเห็นว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะเสนอได้ เพื่อประกันสิทธิของผู้ที่ร้องเรียน และยังมีเวลา จึงขอเลื่อนไปถึงวันที่ 31 ส.ค. เวลา 15.00 น. ซึ่งยังอยู่ในกรอบของกฎหมายทุกประการ และขอให้ปิดประชุม”
“หลังจากนั้นมีกรรมการ ก.ตร. คนหนึ่งยกมือขอพูด แต่ผมเดินออกมาจะถึงประตูอยู่แล้ว โดยขอแสดงความเห็น ขอพูดหน่อย ไม่มีอะไร ผมจึงกลับไปนั่งใหม่ทั้งที่ปิดประชุมไปแล้ว มีการพูดยาว มีการเอาสไลด์ขึ้นมา ผมเลยบอกว่าผมปิดประชุมไปแล้ว พบกันวันที่ 31 ส.ค. ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจของประธานที่สามารถเลื่อนการประชุมได้ แต่ขยายเวลาไม่ได้ การที่ผมทำคือ เลื่อนประชุมในกรอบที่กฎหมายให้อำนาจไว้”
มีคนตะโกนตามหลังมา ซึ่งผมไม่ทราบว่าเสียงใคร คล้ายๆ มาบอกว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ผิด ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมทำตามหน้าที่ เพราะถือว่าผมตัดสินใจไปแล้ว โดยอำนาจและกรอบในการพิจารณาที่ผมคิดในฐานะประธาน ต้องการทำให้กระบวนการมันชอบธรรมก่อน ซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นเสียงของใคร
โต้ข่าวเด้ง ‘ผบ.ตร.’ บอกไร้สาระ ยันสัมพันธ์แน่นปึ้ก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีข่าวว่าจะเด้ง ผบ.ตร.? ภูมิธรรม กล่าวว่า “อันนี้เป็นเรื่องที่เกินเลย สื่อมวลชนต้องดูว่าข่าวมาจากไหน ผมไม่เคยพูดอย่างนี้ ความสัมพันธ์ของผมและ ผบ.ตร.ยังดีอยู่ และเห็นใจท่านเพราะทำงาน และเห็นใจตัวเองด้วย เพราะก็โดนหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ผมไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเลย สิ่งที่เขาร้องมาคือ ให้มีกระบวนการกลับไปทบทวน ซึ่งยังมีเวลา ถ้าทบทวนแล้ว จะตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกอย่างไรก็อยู่ที่ ก.ตร.”
ผมไม่ได้มีอะไรที่ไม่สบายใจกับ ผบ.ตร. เมื่อเช้าวันเดียวกันยังหัวเราะ มีหนังสือพิมพ์ลงบอกจะเด้ง ผบ.ตร. ผมเลยบอกว่าไร้สาระ ผมมีสิทธิ์อะไรอยู่ๆ จะไปเด้ง ผบ.ตร. ไม่อยู่ในความคิดผมเลย และความสัมพันธ์ของผมกับ ผบ.ตร. ก็ดี มีแต่คนจะปั่นให้ทะเลาะกัน ซึ่งคิดว่าไม่เป็นผลดี เวลานี้ทุกอย่างยังทำอยู่ภายใต้กฎหมาย การจะเด้งทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล และท่านก็มีไมตรีจิต การตัดสินใจแบบนี้ผมรับผิดชอบ ซึ่ง ผบ.ตร.บอกว่าไม่ต้องให้ถึงผมหรอก ท่านก็จะรับผิดชอบให้ ผมบอกว่าไม่เป็นไร ว่าไปตามกระบวนการ เมื่อคืนผมก็ยังไลน์คุยกับท่านว่าต้องขอโทษนะ วันนี้ที่ต้องตัดสินใจแบบนี้ เพราะมีการร้องเรียนมาทั้งหมด และผมอยากจะทำให้มันโปร่งใส ไม่อยากให้ยื่นเรื่องขึ้นไปถึงพระองค์ท่าน ทั้งที่ยังมีเรื่องคาราคาซัง





