อย่าเอาปม ‘ตากใบ’ มาเคลื่อนไหวทางการเมือง หวั่นกระทบความมั่นคง

22 ต.ค. 2567 - 11:34

  • ‘ภูมิธรรม’ เตือนอย่ายกปม ‘ตากใบ’ มาเคลื่อนไหวทางการเมือง

  • หวั่นกระทบความมั่นคง แจงให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาอยู่เรื่อง ‘ออก พ.ร.ก.ต่ออายุความ’

  • ย้ำชัดจุดยืนพรรคร่วมรัฐบาลไม่แตะ ‘ม.112’ ใน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’

  • ชี้จะเห็นเหมือน หรือเห็นต่าง ต้องไปว่ากันในรายละเอียด

Phumtham_said_do_not_use_Tak_Bai_case_as_political_movement_SPACEBAR_Hero_df3b3647bf.jpg

ในจังหวะที่รัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามถึงความกระตือรือร้นใน ‘คดีตากใบ’ ก็มีนักวิชาการเสนอรัฐบาลให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อแก้ไขให้คดี ‘ไม่มีอายุความ’ เนื่องด้วยจะหมดอายุในวันที่ 25 ต.ค.นี้

เรื่องนี้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาดูอยู่ ทั้งหมดก็ต้องว่ากันตามกฏหมาย

ส่วนที่นักวิชาการอยากเห็นรัฐบาลดำเนินการให้เป็นรูปธรรม มากกว่าปล่อยให้คดีขาดอายุความไปเฉยๆ นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม, เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกไปขอตรวจค้นบ้านผู้ต้องหา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางตำรวจหรือผู้นำทางทหารที่อยู่ในคดี และเจ้าหน้าที่ทางปกครองก็ไปมาหมดแล้ว มีการบันทึก และมีรูปถ่ายที่ชัดเจน รวมถึงการกำชับในเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจเป็นหลัก

ขณะนี้ อยู่ในกระบวนการสืบค้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นรูปธรรมของการสั่งการ นอกนั้น อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราไม่ได้แทรกแซง ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

ภูมิธรรม เวชยชัย

เมื่อถามต่อไปว่า มีการประเมินหลังวันที่ 25 ต.ค.นี้ จะเกิดเงื่อนไขใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภูมิธรรม มองว่า เงื่อนไขในภาคใต้มีอยู่ตลอด และอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐไทย ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ต้องระมัดระวังรัฐบาลทำหน้าที่เต็มที่

แต่อย่าเอาเรื่องนี้มาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะจะสร้างปัญหาและกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐไทย เรื่องนี้เซนซิทีฟ (sensitive) และละเอียดอ่อน เราทุกคนพยายามทำ และความจริงแล้ว กระบวนการนี้มันมีหลายเรื่องก็จะต้องไปดูในรายละเอียด ไม่ว่านักวิชาการหรือใครก็หวังดี แต่อยากให้ดูให้ถ่องแท้ เราไม่ได้ปฏิเสธผู้ที่เป็นญาติผู้เสียหาย ก็พยายามดูแล

ภูมิธรรม เวชยชัย

และถ้าจะพูดเรื่องนี้ ต้องตั้งแต่ต้นว่าเป็นอย่างไร มีกระบวนการทำอะไรมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต ก็ทำมาโดยตลอด

เรื่องนี้รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง ส่วนกระบวนการทางกฎหมายก็เคยขึ้นศาลมาแล้วถึง 4 คดี บางคดีผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชน เป็นคนหนุ่ม คนสาว ซึ่งนายกรัฐมนตรีในยุคสมัยหนึ่งก็ได้ประกาศยกเลิกคดี เพื่อหวังให้เกิดความสามัคคี แต่ความรุนแรงมันก็ไม่ลดลง เพราะฉะนั้น ต้องดูให้ถ่องแท้ ว่าความรุนแรงเกิดจากอะไร กรณีนี้เป็นแค่ตัวอย่างของการนำมาใช้เคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้นเอง ผมคิดว่าปัญหาเรื่องตากใบ มันสลับซับซ้อน และต้องค่อยๆ ดูในหลายเงื่อนไข

ภูมิธรรม เวชยชัย

เมื่อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ยังไม่มีองค์กรมุสลิมโลกที่เสนอความเห็นมามากกว่าที่เป็นอยู่ และเราได้พูดคุยกับทุกส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้มันไม่ได้ไปกระเทือนอะไรที่รุนแรงขนาดนั้น เป็นเรื่องเก่า 20 ปีมาแล้ว

ถ้าเรื่องนี้มันเพิ่งเกิด ก็เป็นไปได้ที่ทุกส่วนจะเข้ามาดู มีกระบวนการมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง และมีการเยียวยา 600 กว่าล้านบาท อย่างเต็มที่เมื่อคดียุติแล้ว ซึ่งผู้เสียชีวิตบางรายใช้เงินเยียวยาไปถึง 7 ล้านบาท 

ฉะนั้น กระบวนการที่ต่อเนื่องมา 20 ปีนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ใครจะมามองว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ย้ำว่าการติดตามตัวผู้ต้องหาเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

อย่าใช้ประเด็นนี้มาอ้างว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เรื่องนี้เป็นความมั่นคงของรัฐ เป็นความแตกแยก วันนี้สังคมไทยใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสังคมพหุนิยม อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ต้องถามว่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นมันคืออะไร

ภูมิธรรม เวชยชัย

ย้ำชัดจุดยืนพรรคร่วมรัฐบาลไม่แตะ ‘ม.112’

ส่วนเรื่องจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

ภูมิธรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า ต้องไปดูที่สภาฯ ซึ่งเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้ตอบไปแล้ว ไม่ต้องถามซ้ำ

นายกรัฐมนตรีบอกว่า ทุกพรรคเห็นเหมือนกัน คือไม่เอามาตรา 112 เพราะเป็นเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาล

ภูมิธรรม เวชยชัย

เมื่อถามว่า กรณีที่บอกว่าแยกหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร กับฝ่ายสภาฯ หมายความว่าอย่างไร แสดงว่าไม่ต้องเห็นตรงกันก็ได้ใช่หรือไม่ ภูมิธรรม ระบุว่า ไม่ใช่ ฝ่ายบริหารก็ร่วมมือกันทำงาน ในส่วนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็พยายามแก้ไขปัญหาพูดคุยกัน ซึ่งเมื่อวานได้รับประทานอาหารด้วยกัน ก็ถือว่าได้พูดคุยกัน อะไรที่เป็นวิธีทำงานที่ทุกคนร่วมมือกันได้ก็ทำกัน

จะ ‘เห็นเหมือน’ หรือ ‘เห็นต่าง’ ต้องไปว่ากันในรายละเอียด

ส่วนฝ่ายสภาฯ ก็มีวิปดูแล ที่ต้องดำเนินการในกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งจะเห็นเหมือนหรือเห็นต่างก็มาว่ากันในรายละเอียด เพราะฉะนั้น 2 อำนาจนี้ได้แยกกันชัดเจน

หากเอาปัญหากฎหมายมาถามรัฐบาล มันก็คนละเรื่องกัน ขณะนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลร่วมมือกันทุกอย่าง โดยจะเห็นเหมือน หรือเห็นต่าง นายกรัฐมนตรีก็ตอบแล้วว่า เริ่มต้นมาก็ได้คุยทั้งสิ่งที่เห็นเหมือนและเห็นต่าง ซึ่งเรื่องของพรรค, พรรคก็ไปคุย โดยจริงๆ อาจจะดูเป็นเหมือนเรื่องเดียวกัน แต่มันแยกบทบาท

ภูมิธรรม เวชยชัย

เมื่อถามว่า พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าเรื่องที่เห็นต่างมีอะไรบ้าง ภูมิธรรม เผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ตามที่นายกรัฐมนตรีบอก ซึ่งเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องพูดคุยกัน และเพื่อที่จะต้องทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ได้บอกแล้วว่า จะเชิญแต่ละพรรคมาพูดคุยกันเป็นประจำ เพราะมีปัญหาที่หลากหลาย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์