พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ในฐานะประธานในการจัดสรรโควตากรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า การจัดสรรตำแหน่งประธานกรรมาธิการจะต้องได้ข้อยุติในสัปดาห์หน้า โดยในวันนี้ ได้ออกหนังสือเชิญประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 21 ก.ย. เวลา 13.30 น. ซึ่งจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคมาพูดคุยตกลงกันอีกครั้ง หากตกลงกันไม่ได้ จะใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่สามารถรอได้ เนื่องจากมีปัญหาของประชาชนที่อยากให้พิจารณา ดังนั้น หากไม่รับผิดชอบตัวเองและสังคม ก็ต้องทำตามธรรมชาติ โดยอันดับแรกจะใช้วิธีการจับสลาก แต่หากยังไม่ยอม ก็จะให้ไปลงมติกันในที่ประชุมในทุกคณะ แต่จะแย่กว่าเดิม จะเอาหรือไม่ ทั้งนี้ เราอยู่สภาฯมานาน ตามความเป็นจริงจะต้องมีกรรมาธิการ มีประธานมาทำงานแล้ว ไม่ใช่ทอดเวลามันเนิ่นนานขนาดนี้ ดังนั้น ขอให้พรรคที่มีปัญหา คิดให้ดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะได้ ก็จะไม่ได้สักอย่าง ต้องคิดให้ดีว่า จะเอาอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้ก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
“ผมบอกให้คุยกันแล้ว ถ้าโหวตแล้วรัฐบาลได้เปรียบทุกคนก็รู้อยู่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร จับสลากจะเป็นอย่างไร โหวตในห้องจะเป็นอย่างไร ถ้ายังรักษาผลประโยชน์ สุดท้ายจะไม่ได้สักอย่าง จนถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย และผมมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ผมก็ต้องทำตามหน้าที่ของผมใช่หรือไม่ ฉะนั้น วันพฤหัสบดีนี้ก็จะประชุม ตกลงเอาอย่างไร อย่างไรก็ต้องจบ รออะไร รอผลประโยชน์ของแต่ละคนแต่ละพรรคหรือ แล้วผลประโยชน์ของประชาชนมันรอได้ไหม” พิเชษฐ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลได้ สส.เพิ่มมาอีก 1 คน จะได้สัดส่วน ประธานกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 คนหรือไม่นั้น พิเชษฐ์ กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีประกาศรับรองการเป็น สส. จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้น หากจนถึงวันที่ 21 ก.ย. แล้วยังไม่รับรองก็ต้องเดินหน้าตกลงเรื่องตำแหน่งประธาน กมธ.เพราะรอไม่ได้ พร้อมย้อนถามว่า หากเดือนนี้และเดือนหน้ายังไม่ประกาศรับรอง จะให้รอไปถึงไหน
อย่างไรก็ตาม หากรับรองก่อนวันพฤหัสบดี พรรคก้าวไกลก็จะได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 ตำแหน่งตามหลักการ และขอย้ำว่า การตัดสินใจตรงนี้เป็นการทำตามหน้าที่ ซึ่งการตกลงกัน ถ้าได้ก็คือได้ ถ้าไม่ได้ปล่อยไว้ก็ยังไม่ได้ต่อไปเรื่อยๆ จึงต้องหาข้อยุติ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถเดินหน้าทำงานได้ ดังนั้น จะทำตามใจตัวเองไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาของส่วนรวม
“ผมบอกให้คุยกันแล้ว ถ้าโหวตแล้วรัฐบาลได้เปรียบทุกคนก็รู้อยู่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร จับสลากจะเป็นอย่างไร โหวตในห้องจะเป็นอย่างไร ถ้ายังรักษาผลประโยชน์ สุดท้ายจะไม่ได้สักอย่าง จนถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย และผมมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ผมก็ต้องทำตามหน้าที่ของผมใช่หรือไม่ ฉะนั้น วันพฤหัสบดีนี้ก็จะประชุม ตกลงเอาอย่างไร อย่างไรก็ต้องจบ รออะไร รอผลประโยชน์ของแต่ละคนแต่ละพรรคหรือ แล้วผลประโยชน์ของประชาชนมันรอได้ไหม” พิเชษฐ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลได้ สส.เพิ่มมาอีก 1 คน จะได้สัดส่วน ประธานกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 คนหรือไม่นั้น พิเชษฐ์ กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีประกาศรับรองการเป็น สส. จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้น หากจนถึงวันที่ 21 ก.ย. แล้วยังไม่รับรองก็ต้องเดินหน้าตกลงเรื่องตำแหน่งประธาน กมธ.เพราะรอไม่ได้ พร้อมย้อนถามว่า หากเดือนนี้และเดือนหน้ายังไม่ประกาศรับรอง จะให้รอไปถึงไหน
อย่างไรก็ตาม หากรับรองก่อนวันพฤหัสบดี พรรคก้าวไกลก็จะได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 ตำแหน่งตามหลักการ และขอย้ำว่า การตัดสินใจตรงนี้เป็นการทำตามหน้าที่ ซึ่งการตกลงกัน ถ้าได้ก็คือได้ ถ้าไม่ได้ปล่อยไว้ก็ยังไม่ได้ต่อไปเรื่อยๆ จึงต้องหาข้อยุติ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถเดินหน้าทำงานได้ ดังนั้น จะทำตามใจตัวเองไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาของส่วนรวม



