รัฐสภา (4 กันยายน 2566) พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกับตัวแทนพรรคการเมืองในการกำหนดสัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ สภาผู้แทนราษฎร จำนวน 35 คณะ นัดที่ 2 ว่า การประชุมเพื่อแบ่ง กมธ. ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากพรรคการเมืองแต่ละพรรค ได้เตรียมความต้องการที่จะเป็นประธานแต่ละคณะมาแจ้งต่อที่ประชุม แต่ปรากฎว่าบางพรรคไม่ยอม โดยตั้งเป้ามาแบบไม่เปลี่ยน ไม่ถอย ไม่เจรจา ทำให้ตกลงกันไม่ได้ และไม่รู้เดินหน้าต่อไปอย่างไร จึงยังไม่กำหนดการประชุมต่อว่าจะเป็นวันไหน เพราะตกลงกันไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีความต้องการซ้ำกันอยู่หลายคณะ และมีบางคณะที่ยังไม่มีพรรคใดต้องการ จากนี้จะให้ทุกพรรคคุยกันนอกรอบ ถ้ายังคุยกันไม่ได้ก็ตั้งไม่ได้ก็เสียใจด้วย ถ้าไม่คิดถึงประโยชน์ประชาชน ทั้งที่เรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก เนื่องจากคณะ กมธ.จะมีองค์ประกอบจากทุกพรรค ที่เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน แต่น่าเสียใจที่ไม่สามารถยอมกันได้ หลังจากนี้ถ้าตกลงกันได้พอสมควรตนจึงจะนัดประชุมให้
เมื่อถามว่า หากสุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้จะต้องใช้วิธีการจับสลากหรือไม่ พิเชษฐ์ กล่าวว่า หากตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายไม่มีใครได้เปรียบ บางพรรคต้องการเป็นสิบคณะ ถ้าจับสลากก็อาจจะไม่ได้ครบ ตนจะใช้หลักการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้วิธีจับสลากเบอร์ผู้สมัคร ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
“ถ้าคุยไม่ได้จะนำหลักการแบบกกต.มาใช้ แต่ก็อยู่ที่พรรคการเมืองจะส่งสัญญาณมาว่าสามารถตกลงกันได้ 90% หรือยัง หากตกลงกันไม่ได้แล้วจะขอจับสลากผมก็ยินดี เพราะเดือนก.ย. ปีงบประมาณจะสิ้นสุดแล้ว ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะเสียโอกาสทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งก็แล้วแต่ เพราะขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่จะตกลงกัน” พิเชษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีความต้องการซ้ำกันอยู่หลายคณะ และมีบางคณะที่ยังไม่มีพรรคใดต้องการ จากนี้จะให้ทุกพรรคคุยกันนอกรอบ ถ้ายังคุยกันไม่ได้ก็ตั้งไม่ได้ก็เสียใจด้วย ถ้าไม่คิดถึงประโยชน์ประชาชน ทั้งที่เรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก เนื่องจากคณะ กมธ.จะมีองค์ประกอบจากทุกพรรค ที่เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน แต่น่าเสียใจที่ไม่สามารถยอมกันได้ หลังจากนี้ถ้าตกลงกันได้พอสมควรตนจึงจะนัดประชุมให้
เมื่อถามว่า หากสุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้จะต้องใช้วิธีการจับสลากหรือไม่ พิเชษฐ์ กล่าวว่า หากตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายไม่มีใครได้เปรียบ บางพรรคต้องการเป็นสิบคณะ ถ้าจับสลากก็อาจจะไม่ได้ครบ ตนจะใช้หลักการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้วิธีจับสลากเบอร์ผู้สมัคร ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
“ถ้าคุยไม่ได้จะนำหลักการแบบกกต.มาใช้ แต่ก็อยู่ที่พรรคการเมืองจะส่งสัญญาณมาว่าสามารถตกลงกันได้ 90% หรือยัง หากตกลงกันไม่ได้แล้วจะขอจับสลากผมก็ยินดี เพราะเดือนก.ย. ปีงบประมาณจะสิ้นสุดแล้ว ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะเสียโอกาสทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งก็แล้วแต่ เพราะขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่จะตกลงกัน” พิเชษฐ์ กล่าว




