เมินเสียงวิจารณ์ตั้ง ‘ระฆังร้องทุกข์’ ย้อนยุคพ่อขุนฯ

23 ส.ค. 2567 - 13:04

  • ‘พิเชษฐ์’ เมินเสียงวิจารณ์ตั้ง ‘ระฆังร้องทุกข์’ หน้ารัฐสภา ย้อนยุคพ่อขุนคำแหง

  • ชี้เป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตย-การพ้นทุกข์ของประชาชน

  • ฟุ้งเป็นจุดเช็คอิน-เซลฟี่ที่สวยงามมาก

Pichet_said_complaint_bell_just_a_symbol_SPACEBAR_Hero_78ba683cfe.jpg

กลายเป็นประเด็นขบขันพอ ๆ กับการวิพากษ์วิจารณ์ ภายหลังจาก พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ได้ให้เจ้าหน้าที่นำ ‘ระฆัง’ มาตั้งที่หน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ อาคารรัฐสภา จนถูกเปรียบเปรยเหมือนสมัย ‘พ่อขุนรามคำแหง’ สวนทางกับนโยบาย ‘รัฐสภาสามารถ’ (Smart Parliament)

เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้น พิเชษฐ์ ก็ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ต้องขอบคุณที่ผู้คนให้ความสนใจ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ระฆังจะต้องตั้งอยู่ในซุ้มที่สวยงาม โดยขณะนี้ ศิลปินกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบซุ้ม แต่พอดีว่าได้มีการจัดซื้อระฆังมาก่อนซุ้ม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึง และสัญลักษณ์ของการรับเรื่องราวร้องทุกข์ รัฐสภาของเราเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน ระฆังจะเป็นสัญลักษณ์ของการพ้นทุกข์ ส่วนใครจะวิจารณ์ก็วิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป

เมื่อถามว่า จะเป็นการแสดงความล้าหลังหรือไม่ เพราะสภาฯ มีนโยบาย Smart Parliament พิเชษฐ์ บอกว่า ประวัติศาสตร์เราก็ต้องรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม จากนี้จุดรับเรื่องราวร้องทุกข์จะเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ระฆังจะเป็นสัญลักษณ์ของการพ้นทุกข์ของประชาชน ส่วนการเข้า-ออกสภา จะมีการสแกนม่านตา สแกนใบหน้า ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปี 2568

แต่ระฆังเป็นสัญลักษณ์สมัยพ่อขุนรามคำแหง ท่านก็ใช้อยู่ อันนี้ให้นึกถึงประวัติศาสตร์ ไม่มีอะไรมากมาย เอาไว้เซลฟี่เวลามาสภา ก็ถือว่าเป็นจุดเช็คอินที่สวยงามมาก คอยดูคอยติดตามกันต่อไปครับ

รัฐสภาตั้งเป้า Net Zero ขีดเส้นปี 2032 หวังทำได้ก่อนเวลา พร้อมจัดสัมนาใหญ่ 23 ก.ย.นี้

พิเชษฐ์ ยังเผยถึงการประชุมเรื่อง Net Zero หรือ ‘สภาสีเขียว’  ว่า สภาต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่ดีเรื่องสิ่งแวดล้อม ขณะนี้เราก็เป็นตัวอย่างให้กับองค์กรอื่น ๆ และตั้งเป้าว่า รัฐสภาของเราจะถึง Net Zero ภายในปี 2032 หรือ พ.ศ. 2575 จากการตั้งเป้าไว้ว่าจะลดคาร์บอนได้ แต่เราจะพยายามทำให้ได้ก่อน และเป็นต้นแบบในส่วนการลดพลังงานที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งวันนี้ ทั้งภาคเอกชน วุฒิสภา รวมถึง สส.ได้มีการประชุมร่วมกัน เนื่องจากเป็นวาระแห่งชาติ

ถ้าคนไทยยังหลับไหลอยู่ เราจะเสียโอกาส และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมการเมืองทุกภาคส่วน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ การค้า การขาย เศรษฐกิจ ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยสู่อากาศ

ส่วนในวันที่ 23 ก.ย.นี้ จะมีการสัมมนาใหญ่เรื่องนี้ เกี่ยวกับความเป็นกลางของคาร์บอน และลดการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะมีหลายหน่วยงานเข้าร่วมสัมมนา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าว เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับประชาชนในเรื่องคาร์บอนเครดิต แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่ก็มีผลต่ออนาคตของประเทศไทยในทุกภาคส่วน ทั้งทางธุรกิจ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมต่าง ๆ เราจะปลุกการหลับไหลของคนในชาติให้รับทราบถึงปัญหาที่จะตามมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์