พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นการประกาศได้ชัดเจนหรือไม่ว่า “จะไม่ร่วมกับทุนเทาหรือนักการเมืองที่เป็นสีเทา” ว่า “มีความชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดมีหลักฐานดำเนินคดีเลย ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินคดีเราอยู่ด้วยไม่ได้”
เมื่อถามว่าถ้าคนในองค์กรตรวจสอบการทุจริตแต่ทำผิดเอง ควรจะมีกฎหมายเฉพาะมาดำเนินการหรือไม่? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “กฎหมายที่เป็นการจัดตั้งองค์กรอิสระลักษณะนี้กำหนดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่นี้ไปทำความผิดเองจะมีโทษเพิ่มขึ้นสามเท่า แต่ปัญหาวันนี้มันไม่ใช่ว่ามีโทษหรือเปล่า ปัญหาคือเมื่อมีการกระทำความผิดอย่างกรณีของสแกมเมอร์ กระบวนการที่จะเอาผิดหรือการสืบสวนสอบสวนไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแบบไหน ซึ่งสิ่งที่ผมเคยพูดไว้คือมันไม่ควรที่จะปรับปรุงเฉพาะแค่เรื่องของการลงโทษ แต่กระบวนการในการทำงานจะต้องรวดเร็ว มีกรอบในการทำงานชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา”
วันนี้เรามีหลายคดีที่เป็นลักษณะพิเศษ แต่กฎหมายที่ใช้วันนี้เขียนมาอย่างน้อยๆ เกือบ 100 ปีแล้ว ซึ่งในยุคนั้นเขาไม่ได้คิดว่าจะมีลักษณะพิเศษอะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้เลย ดังนั้นเมื่อมีการกระทำความผิดที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น แบบนี้จึงต้องกลับไปสู่การพิจารณาแบบคดีปกติธรรมดา จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นการบังคับให้คนที่กระทำความผิดได้รับโทษรวดเร็วขึ้น กระบวนการที่เข้ามาเกี่ยวข้องต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคนที่มีอำนาจหน้าที่หากไปเข้าด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะองค์กรอิสระหรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ตำรวจหรืออัยการ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นความผิดเดียวกันหมด
เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติมีความชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหน? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “ผมพูดมาตลอดว่าการทำงานทางการเมืองของพรรควันนี้เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1. พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2. ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ 3. ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ”
ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องอนาคต การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่
ส่วนจะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ได้หรือไม่? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “ถ้าเขาทำ 3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ทำงานด้วยกันได้ ผมทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า ผมไม่มีนโยบายโค่นล้มชาติบ้านเมือง”
เมื่อถามว่ากับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ก่อนหน้านี้มีกรณีเรื่องคลิปเสียงอังเคิลจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง พวกเราแต่ละคนสามารถกระทำความผิดที่เป็นเฉพาะตัว ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนรวมไปหมดมันไม่มีทางเจริญได้หรอก”
เพราะทุกพรรคก็มีปัญหาหมด เราไม่สามารถควบคุมคนในพรรคแต่ละคนได้ แต่ถ้าคนไหนทำให้พรรคมีปัญหาหรือเสื่อมเสียเราก็ต้องเอาออกไปเท่านั้นเอง แต่พรรคยังต้องอยู่ต่อไป

‘พีระพันธุ์’ ลั่น ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา
วันเดียวกันนี้ พีระพันธุ์ ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกฯ ได้เปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืนนโยบาย “พิฆาตคนชั่ว” โดยเสนอ “คุกกลางทะเล” เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด–สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต
พีระพันธุ์ กล่าวบางช่วงบางตอนว่า “มีคำที่ว่า ‘ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป’ วันนี้ผมเชื่อว่าสังคมและพี่น้องประชาชนรู้สึกถึงเบื้องหลังมากกว่าคำข้างหน้า เพราะทุกวันนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไปจริง ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสังคมถูกกลุ่มคนชั่วเข้ามาครอบงำทั้งหมด คนชั่วที่เป็นข้าราชการเข้ามาทุจริต นักการเมืองชั่วไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำงานอ้างประชาชน แต่เข้ามาเพื่อร่วมกันทุจริตหาประโยชน์ ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่รังแกประชาชน ประชาชนด้วยกันเองรวมหัวกันฉ้อโกงประชาชน คนดี ๆ สังคมที่ดี คนแก่คนเฒ่าเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต ถูกคนเหล่านี้ปล้นไป สิ้นเนื้อประดาตัว บางคนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย การกระทำของคนชั่วพวกนี้จึงต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เพื่อปกป้องคนดี คนดีต้องมีที่ยืน สังคมต้องไม่โดดเดี่ยว”
สุภาษิตที่บอกว่า ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วต้องกลับมา’ นี่คือสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศนโยบายพิฆาตคนชั่ว พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่ร่วมสังฆกรรมและเอาจริงกับการทุจริต ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ไม่ยอมให้มาครอบงำพรรคและครอบงำประเทศ ไม่ยอมให้ข้าราชการทุจริตปล้นเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของคนทั้งประเทศลอยนวล โดยไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาด
พีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า “พรรครวมไทยสร้างชาติคิดถึงสิ่งเหล่านี้ และเห็นว่าปัญหาเหล่านี้มันทวีคูณขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตหนึ่งของประเทศ เราจึงคิดว่าวิกฤตที่เราต้องแก้ไขโดยเด็ดขาดเพื่อพลิกโฉมประเทศ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว โดยนโยบายพิฆาตคนชั่วเพื่อพิทักษ์คนดี คนดีจะมีพรรครวมไทยสร้างชาติยืนอยู่ด้วยและปกป้องตลอดเวลา ยืนยันว่าเราจะยึดมั่นและเดินแนวทางนี้ จะไม่ยอมให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ทุจริตประพฤติมิชอบ หรือใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้ง ร่วมมือกับคนชั่ว ปล่อยให้กระทำความผิดและไม่ดำเนินการจับกุมไปให้ได้”
พร้อมย้ำว่า “ขอโอกาสให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปดำเนินการจัดการคนชั่วเหล่านี้ อย่าให้ทำชั่วได้ดีมีถมไปมีอีกต่อไป”
จากนั้น พีระพันธุ์ ได้ทำท่าจับมีด “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์”

ต่อมา พีระพันธุ์ เผยกับผู้สื่อข่าว ว่า “นโยบายพิฆาตคนชั่วของพรรคไม่ได้มุ่งเน้นที่ข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบโกงเงินแผ่นดินอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดที่มีผลกระทบกับประชาชน เช่น ไปช่วยกันให้กลุ่มสแกมเมอร์พ้นผิด หรือไม่จับกุม ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์ขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เราไปเน้นการจับกุม แต่ไม่มีกฎหมายจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคจะเร่งดำเนินการทันที”
เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยมีปัญหานี้มานาน จะสามารถจัดการได้ใช่หรือไม่? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อลงโทษสแกมเมอร์ ซึ่งสแกมเมอร์โดยพื้นฐานก็เกิดจากการฉ้อโกง แต่ที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ไม่คิดว่าจะฉ้อโกงในลักษณะนี้ กฎหมายไทยเป็นความผิดอาญาธรรมดา จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีความผิดเรื่องฉ้อโกงประชาชน ในอดีตกฎหมายระบุความผิดเป็นเรื่องตัวต่อตัว หากมี 1–3 คนร่วมกันทำ แต่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายอาชญากรรม หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และผลกระทบจากการฉ้อโกงก็ไม่เคยใหญ่ถึงระดับหลายแสนล้าน ดังนั้นการกระทำผิดนี้ควรมีโทษเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สาสมกับสิ่งที่ทำ”
นอกจากนี้ ก่อนจะมีโทษก็ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ผู้มีอำนาจไม่ปฏิบัติ หรือกลับไปช่วยกันทำพยานหลักฐานให้อ่อน ลักษณะแบบนี้คือการร่วมกระทำความผิด ต้องมีโทษเช่นกัน
ทั้งนี้ การนำพยานหลักฐานส่งฟ้องศาล ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติ เมื่อไปถึงชั้นศาล ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้การพิสูจน์ความผิดเป็นภาระของผู้กระทำความผิด ไม่ใช่ผู้กล่าวหา จะได้เกิดความยุติธรรม และให้ศาลมีโอกาสไต่สวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง เมื่อศาลตัดสิน ต้องให้มีการทำตามคำพิพากษาตามเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินแล้วไปนอนรอในเรือนจำ ไม่มีการบังคับคดี จนบางคนไปตั้งฮาเร็มในเรือนจำ
เมื่อถามว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่ทำความผิดเสียเอง ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมหรือไม่? พีระพันธุ์ กล่าวว่า “กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระเหล่านี้ได้กำหนดโทษไว้อยู่แล้ว หากคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไปทำความผิดเสียเอง จะมีโทษเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ปัญหาวันนี้คือกระบวนการเอาผิดหรือสอบสวนไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแค่ไหน จึงต้องวนมาที่การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เพื่อให้มีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อย ๆ”




