พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุ ยังไม่ได้มีการวางคิวและกำหนดการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะต้องให้ทางพื้นที่พิจารณาตามความเหมาะสม แต่ยืนยันมีพื้นที่เป้าหมายทุกภาค ขณะที่การวางคิวดีเบตของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นยังไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับเรื่องและความเหมาะสม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้พิจารณาเอง
เมื่อถามถึงกระแสของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอย่างไรบ้าง พีระพันธุ์ ตอบสั้นๆ ว่า “ก็ดี” พร้อมระบุ ไม่เคยตั้งเป้าจำนวนเก้าอี้ ส.ส. แต่จะทำให้ได้เยอะที่สุด ส่วนการกำหนดนโยบายของพรรคฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางแนวทางไว้ให้ ซึ่งก็ตรงกับแนวทางที่พรรคฯ กำหนดไว้ ว่านโยบายต่างๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ไม่คิดแต่เพียงว่าให้ได้คะแนนเสียง เพราะการเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร หรือมาทำหน้าที่บริหารประเทศ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัวของเรา ถ้าเราเริ่มต้นเข้ามาด้วยการที่คิดถึงแต่ส่วนตัวของเราเอง เราจะบริหารประเทศไม่ได้ และจะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้
“พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้มอบแนวทางให้พรรคในการกำหนดนโยบายต่างๆ คือจะต้องไม่กระทบระเบียบวินัยการเงินการคลัง และไม่กระทบงบประมาณ รวมถึงถ้าเป็นไปได้ให้คงงบประมาณเดิม หรือถ้าจำเป็นต้องเพิ่มก็อย่ามาก และอย่าให้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นพื้นฐานของประเทศในอนาคต” พีระพันธุ์ ระบุ
พีระพันธุ์ ระบุด้วยว่า จะไม่ใช้วิธีออกนโยบายสุดโต่งแบบบางพรรค พร้อมมองว่า ละพรรคมีวิธีที่แตกต่างกันไป ซึ่งสุดท้ายแล้วอยู่ที่ประชาชนพิจารณา ส่วนกรณีที่นโยบาย ‘แจกเงินดิจิทัล’ ของพรรคเพื่อไทย ที่อาจไปกระทบกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนต้องยกเลิกนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น พีระพันธุ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องพิจารณา
“มันไม่ใช่ว่าได้ไปหมด มันมีทั้งได้และเสีย ไม่ใช่ว่าได้อันนี้แล้วได้ทุกอย่าง เพราะถ้าได้อันนี้มันต้องไปตัดอีกเยอะ ที่สำคัญได้จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ และรูปแบบของเงินในลักษณะดังกล่าว ทำให้กระทบต่อภาวะความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ในเรื่องค่าเงินบาทอะไรต่างๆ ด้วยหรือไม่ อันนี้ต้องพิจารณา ซึ่งก็แล้วแต่พรรคเขา เราไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะแต่ละภาคก็มีแนวทางของเขา” พีระพันธุ์ ระบุ
พีระพันธุ์ เผยด้วยว่า ไม่มีความกังวลในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ส่วนเวทีปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ที่พูดถึงเรื่อง ‘ชังชาติ’ ซึ่งถูกบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตนั้น ยืนยันว่า ตนพูดไปตามสุภาษิตไทย ที่ว่า คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก ฉะนั้นถ้าใครอึดอัดใจ ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้ และบอกด้วยว่า ถ้าอึดอัดก็อย่าอยู่
ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าประเทศกำลังต้องการความสงบนั้น พีระพันธุ์ ระบุว่า แล้วแต่คนจะมองว่าแบบไหนสงบ ทุกคนมีสิทธิจะคิด ตนก็มีสิทธิจะคิดเช่นกัน ส่วนที่คะแนนนิยมแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นอันดับ 1 แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีคะแนนสูงขึ้นนั้น พีระพันธุ์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร เพราะทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน หน้าที่เราคือทำสิ่งที่ดีและเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน” พร้อมย้ำ ยังไม่ได้คิดถึงการจับขั้วรัฐบาล นอกจากนี้ ยืนยันว่า ยังไม่เคยพูดถึงการไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล โดยทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์คือพรรคที่จะทำงานร่วมกันได้ ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ซึ่งจะเป็นพรรคไหนก็แล้วแต่ หากทำงานเพื่อสถาบันหลักของชาติบ้านเมือง ก็ทำงานด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อถามถึงกระแสของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอย่างไรบ้าง พีระพันธุ์ ตอบสั้นๆ ว่า “ก็ดี” พร้อมระบุ ไม่เคยตั้งเป้าจำนวนเก้าอี้ ส.ส. แต่จะทำให้ได้เยอะที่สุด ส่วนการกำหนดนโยบายของพรรคฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางแนวทางไว้ให้ ซึ่งก็ตรงกับแนวทางที่พรรคฯ กำหนดไว้ ว่านโยบายต่างๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ไม่คิดแต่เพียงว่าให้ได้คะแนนเสียง เพราะการเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร หรือมาทำหน้าที่บริหารประเทศ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัวของเรา ถ้าเราเริ่มต้นเข้ามาด้วยการที่คิดถึงแต่ส่วนตัวของเราเอง เราจะบริหารประเทศไม่ได้ และจะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้
“พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้มอบแนวทางให้พรรคในการกำหนดนโยบายต่างๆ คือจะต้องไม่กระทบระเบียบวินัยการเงินการคลัง และไม่กระทบงบประมาณ รวมถึงถ้าเป็นไปได้ให้คงงบประมาณเดิม หรือถ้าจำเป็นต้องเพิ่มก็อย่ามาก และอย่าให้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นพื้นฐานของประเทศในอนาคต” พีระพันธุ์ ระบุ
พีระพันธุ์ ระบุด้วยว่า จะไม่ใช้วิธีออกนโยบายสุดโต่งแบบบางพรรค พร้อมมองว่า ละพรรคมีวิธีที่แตกต่างกันไป ซึ่งสุดท้ายแล้วอยู่ที่ประชาชนพิจารณา ส่วนกรณีที่นโยบาย ‘แจกเงินดิจิทัล’ ของพรรคเพื่อไทย ที่อาจไปกระทบกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนต้องยกเลิกนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น พีระพันธุ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องพิจารณา
“มันไม่ใช่ว่าได้ไปหมด มันมีทั้งได้และเสีย ไม่ใช่ว่าได้อันนี้แล้วได้ทุกอย่าง เพราะถ้าได้อันนี้มันต้องไปตัดอีกเยอะ ที่สำคัญได้จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ และรูปแบบของเงินในลักษณะดังกล่าว ทำให้กระทบต่อภาวะความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ในเรื่องค่าเงินบาทอะไรต่างๆ ด้วยหรือไม่ อันนี้ต้องพิจารณา ซึ่งก็แล้วแต่พรรคเขา เราไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะแต่ละภาคก็มีแนวทางของเขา” พีระพันธุ์ ระบุ
พีระพันธุ์ เผยด้วยว่า ไม่มีความกังวลในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ส่วนเวทีปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ที่พูดถึงเรื่อง ‘ชังชาติ’ ซึ่งถูกบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตนั้น ยืนยันว่า ตนพูดไปตามสุภาษิตไทย ที่ว่า คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก ฉะนั้นถ้าใครอึดอัดใจ ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้ และบอกด้วยว่า ถ้าอึดอัดก็อย่าอยู่
ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าประเทศกำลังต้องการความสงบนั้น พีระพันธุ์ ระบุว่า แล้วแต่คนจะมองว่าแบบไหนสงบ ทุกคนมีสิทธิจะคิด ตนก็มีสิทธิจะคิดเช่นกัน ส่วนที่คะแนนนิยมแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นอันดับ 1 แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีคะแนนสูงขึ้นนั้น พีระพันธุ์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร เพราะทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน หน้าที่เราคือทำสิ่งที่ดีและเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน” พร้อมย้ำ ยังไม่ได้คิดถึงการจับขั้วรัฐบาล นอกจากนี้ ยืนยันว่า ยังไม่เคยพูดถึงการไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล โดยทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์คือพรรคที่จะทำงานร่วมกันได้ ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ซึ่งจะเป็นพรรคไหนก็แล้วแต่ หากทำงานเพื่อสถาบันหลักของชาติบ้านเมือง ก็ทำงานด้วยกันทั้งนั้น




