การประชุมวุฒิสภา ที่มี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด (อสส.) ตามที่คณะกรรมการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือ อิทธิพร แก้วทิพย์ ซึ่งมี ธวัช สุระบาล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาเสร็จแล้ว
ทั้งนี้ หลังจาก ธวัช ได้รายงานในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ และกำลังจะเข้าสู่การประชุมลับ นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาก็มีการลงมติให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ คือตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็อภิปรายเช่นเดียวกับวันนี้ วันนั้นมี สว.ท่านหนึ่งกล่าวหาว่า พูดเรื่องเดิม ซ้ำซากพร้อมกับไล่ออกจากห้องประชุม ผลแห่งการกระทำของ สว.ท่านนั้น มีประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ ต่างพาแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลมากมาย และทัวร์ทั้งหลายก็ไปลงที่ สว.ท่านนั้น และยังพาดพิงไปถึงพลพรรคสีเดียวกับท่าน ดังนั้น จึงอยากเตือนสติ สว.ที่เคยกระทำการดังกล่าว และ สว.อื่นที่คิดจะทำเช่นนั้นว่า การอภิปรายในสภา เป็นเอกสิทธิ์ของ สส.และ สว. ตราบใดที่ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับการประชุมก็สามารถอภิปรายได้ในเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
นันทนา กล่าวว่า การที่อภิปรายเรื่องการลงมติเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ จึงเป็นการทำหน้าที่ของ สว.ที่ดี ที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะฉะนั้น กรุณาตั้งใจฟังดีๆ อย่าลุกขึ้นมาประท้วง เพราะนั่นเท่ากับท่านขัดขวางการทำหน้าที่ของ สว.ที่กำลังรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ และจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นอภิปรายในเรื่องการให้ สว. ชะลอการลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ ตราบใดที่ท่านยืนยันลงมติ ก็จะลุกขึ้นอภิปรายเช่นนี้ทุกครั้ง จะส่งเสียงสื่อสาร ไปฟ้องประชาชน จนกว่าคดีฮั้ว สว.ที่ท่านถูกกล่าวหาจะสิ้นสุด
“เมื่อพวกท่านไม่หยุดลงมติ ดิฉันก็ไม่หยุดอภิปราย ดิฉันมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนให้คุ้มค่ากับเงินเดือนเพราะสิ่งที่ท่านทำไม่ใช่เรื่องปกติ และสังคมก็ไม่ได้มองว่าปกติ ท่านมีสิทธิ์คิดได้ว่าการลงมติผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นการทำหน้าที่ สว.อยู่ ท่านคิดได้ แต่อยากจะบอกว่าท่านคิดผิดอย่างใหญ่หลวง เพราะการที่ท่านลงมติในขณะที่ท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหา เท่ากับท่านกำลังก่อปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างมากมาย”
— นันทนา กล่าว
นันทนา กล่าวต่อว่า ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นคือผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะการที่ สว.เกือบครึ่งสภาถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องที่มาที่ไม่ชอบ แล้วไปเลือกองค์กรอิสระ ผู้มาชี้เป็นชี้ตายให้กับประเทศและคดีของท่าน ย่อมเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน ปัญหาที่สองคือผลที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ท่านเห็นชอบ หากสุดท้ายแล้วพบว่า สว. ที่ลงมติไปขาดคุณสมบัติ แล้วผู้ที่ท่านไม่เห็นชอบก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งได้อีก จะเยียวยาเขาอย่างไร ส่วนผู้ที่ท่านเห็นชอบไปแล้วจะถือเป็นมรดกบาปที่ท่านได้ทิ้งไว้หรือไม่ ปัญหาที่สามคือกระบวนยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ สว.ทุกคนชะลอการลงมติเลือกองค์กรอิสระ และชะลอการตั้ง กมธ.ตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหลายออกไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
“เมื่อท่านบริสุทธิ์ ถึงตอนนั้นค่อยมาลงมติแล้วประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญท่าน หากท่านยังดึงดันเลือด อสส.ในวันนี้ โปรดรู้ว่า ท่านกำลังย่ำยีจิตใจของประชาชน ที่ไม่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ท่านจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน หากใช้จิตสำนึกและจริยธรรมให้มาก”
— นันทนา กล่าว
จากนั้น มงคลได้วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ เราได้มีการพิจารณาไปแล้ว แต่กลับถูก พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ขอใช้สิทธิ์พาดพิง ทำให้มงคลต้องอนุญาตให้พูด แต่ขอให้พูดให้สุภาพด้วย
พิสิษฐ์ กล่าวว่า การที่นันทนากล่าวหาว่า ไม่ควรประท้วงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้พูดซ้ำ แต่ฟังมา 3 รอบแล้ว และรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของ สว.บางท่าน อยากให้ไปพบแพทย์ คิดว่าท่านน่าจะป่วยเป็นโรค OCD ย้ำคิดย้ำทำ
ทำให้มงคลเบรกไม่ให้พูด พร้อมกล่าวว่า ประเด็นนี้ที่ประชุมได้มีการอภิปรายและมีมติแล้วในสมัยประชุมวิสามัญครั้งที่แล้ว ดังนั้น ขอให้หยุดพาดพิงเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้น เราจะเดินหน้าต่อลำบาก เราจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด
พิสิษฐ์ จึงลุกขึ้นขอว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่นันทนาจะพูดเรื่องนี้ ถ้าท่านประธานสัญญา ก็จะไม่ขึ้นพูดอีกแล้ว มงคลจึงขอให้ยุติการอภิปรายในเรื่องนี้ แต่นันทนา พยายามขออภิปราย มงคลจึงได้ปิดไมค์ ทำให้นันทนา ตะโกนว่า การที่พิสิษฐ์อภิปรายเป็นการด้อยค่า สว.ในสภา ต้องฟ้องประชาชน ถ้าประธานปล่อยให้คนเหล่านี้พูด ขอให้เขาถอนคำพูดด้วย
“ตอนถอน! ครั้งที่แล้วก็ด้อยค่าดิฉัน ประชาชนลงโทษไปแล้วไม่สำนึก วันนี้ดิฉันต้องให้ถอนค่ะ”
— นันทนา กล่าว
มงคลจึงขอให้พิสิษฐ์ถอนคำพูด ซึ่’พิสิษฐ์ก็ยินดีถอน แต่ขอให้นันทนาหยุดอภิปรายเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้มงคลพยายามเบรกให้ทั้งสองคนหยุดพูด อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม สว. ได้ลุกขึ้นมาทั้ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ และปริญญา วงศ์เชิดขวัญ ขอให้ดำเนินการประชุมต่อ เพื่อให้มีผลต่อการดำเนินการ
ต่อมาเป็นการประชุมลับ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะลงมติเห็นด้วย 172 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 14 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง จึงถือว่า ‘อิทธิพร’ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้เป็น อสส.



