พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญาให้ประกันตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดี 112 ว่า สิทธิในการประกันตัวเป็นเรื่องปกติของระบบนิติรัฐ นิติธรรมที่มี แต่คราวนี้มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็คือมีโอกาสที่จะหลบหนีได้ และในกรณีของทักษิณก็แน่นอนว่า มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน เป็นผู้สูงอายุตามที่ศาลอธิบาย แต่ส่วนตัวเข้าใจว่า อีก 12 คดีก็ไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนีเช่นเดียวกัน ก็เลยกลายเป็นคำถามขึ้นมาอีกว่า ดุลยพินิจของศาล ถึงความเป็นไปได้ หรือความเสี่ยงที่จะหลบหนีวัดกันอย่างไร ซึ่งเกิดขึ้นวันเดียวทั้ง 13 คดี แต่ได้ประกันตัวคดีเดียว ที่เหลืออีก 12 คดี ไม่ได้ประกันตั วก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ สังคมจะตั้งคำถามตรงนี้ว่า อะไรคือกฎเกณฑ์ในการวิเคราะห์ ความน่าจะเป็นโอกาสความเป็นไปได้ที่จะหลบหนี เพราะที่เหลือก็ไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างนั้น
ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลครั้งต่อไปในวันที่ 3 ก.ค. และมีกำหนดให้คู่กรณีเข้ามาตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 ก.ค.นี้ว่า มีประมาณ 3-4 ข้อที่เกี่ยวข้องกับทางพรรคก้าวไกล ที่จะมีการประชุมต่อในวันที่ 3 ก.ค.และในวันที่ 9 ก.ค. ตรวจสอบพยานของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่แน่ใจว่า เมื่อมีการตรวจสอบพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายแล้ว จะให้มีการสืบพยานหรือไม่ เพราะเข้าใจว่า ทางผู้ร้องและพรรคก้าวไกลมีพยานที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และระบอบประชาธิปไตย เยอะพอสมควร หากมีโอกาส ได้ตรวจสอบพยานก็จะมีโอกาสได้ไต่สวนหรือสืบพยาน ก็อาจจะได้อธิบายเหตุผลและสิ่งที่พวกเราพยายามจะทำ
ส่วนความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างคดีที่ 3/2567 ที่ผ่านมา และที่ศาลบอกให้เอาข้อไต่สวน ของคดีที่ 3/2567 มาใช้ด้วยนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะใช้มาตรฐาน การตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกันเพราะมาตรา 49 กับมาตรา 92 และ มาตรา 93 ก็คนละมาตราและคนละกฎหมายกัน
สำหรับพยานหลักฐานที่ยื่นไปยังศาลมีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนนั้น พิธากล่าวว่า มั่นใจใน 9 ข้อต่อสู้ รวมถึงประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของ คำร้องของกกต.ที่ไม่เหมือนกับตอนเสนอยุบพรรคอนาคตใหม่ และ พรรคไทยรักษาชาติ เพราะเรื่องเกี่ยวกับระบอบหลักเกณฑ์ การรวบรวมข้อเท็จจริงของมาตรา 93 เพื่อมาใช้ ฟ้องมาตรา 92 เพิ่งผ่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2566 ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีระเบียบนี้มาก่อน แต่พึ่งมีระเบียบนี้เกิดขึ้น จึงคิดว่า สู้ในทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้ ดังนั้นถูกกล่าวหามากี่ประเด็นเราก็มี 9 ข้อนี้ ในการค้านได้ในทุกประเด็นจึงมั่นใจ คิดว่า เป็นไปตามกระบวนการและคิดว่า ศาลน่าจะเห็นถึงหลักของกระบวนการยุติธรรมที่อนุญาตให้มีโอกาสยื่นหลักฐานได้ชัดเจน มีกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหมดอยู่ในดุลยพินิจของศาล ส่วนตัวก้าวล่วงไม่ได้ แต่ก็ไม่กังวล
ส่วนกรณีที่เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นร้องนายพิธาเรื่องข้อต่อสู้ 9 ข้อละเมิดอำนาจศาลหรือไม่นั้น พิธากล่าวว่า ไม่กังวล และถ้าจำได้ ตอนที่แถลงก็จะเห็นว่า เปิดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะสอดคล้องกับที่ศาลกังวลว่า อย่าเอาความคิดเห็นมาชี้แนะต่อสังคมได้ ส่วนตัวจึงระมัดระวังในทุกคำตอบ จึงมั่นใจในส่วนของตัวเอง ไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจของศาลแต่อย่างใด
พิธา กล่าวว่า คิดว่าศาลคงจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายอย่างยุติธรรม ซึ่งส่วนตัวไม่สามารถก้าวล่วงในส่วนของกกต.ได้ ทราบว่า มีพยานบุคคลกี่คน แต่คงเปิดเผยไม่ได้ เพราะคิดว่าเกินเส้นแล้วคงไม่ยุ่ง แต่สำหรับในส่วนของตนเองก็มีพยานเยอะพอสมควร ไม่ขอเปิดเผยในตอนนี้ และขอสงวนเอาไว้ก่อน และเชื่อว่า ศาลจะให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย




