บรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี เริ่มดุเดือดขึ้นมาทันทีหลัง ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมมี มติรับรองชื่อของ ‘พิธา’ จำนวน 302 เสียง ถือว่าผ่านการรับรอง และเมื่อไม่มีพรรคอื่นเสนอชื่อแข่ง ทำให้ ‘พิธา’ เป็นคนเดียวที่ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนี้
แม้จะไม่มีคู่แข่งแต่หนทางการเป็นนายกฯ ของ ‘พิธา’ เรียกว่าไม่ง่าย เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดให้สมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. อภิปรายเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อชิงนายกฯ หลายคนได้แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนให้ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ เพราะไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่คิดแก้ มาตรา 112
โดยคนแรกที่ลุกขึ้นอภิปราย คือ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย โดย ‘ชาดา’ อภิปรายด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ดุเดือด ย้ำว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 และหาก ‘พิธา’ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และเชื่อว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้ต้องการแค่แก้ไข มาตรา 112 แต่ต้องการยกเลิกมาตรานี้ พร้อมย้อนถามพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 7 พรรคว่าจะมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร เพราะทุกพรรคบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้
ช่วงหนึ่ง ‘ชาดา’ ยังพูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า เขาบอกฝั่งนั้น เป็นฝั่งประชาธิปไตย แล้วพวกผมมาจากไหน ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตยเป็นฝั่งโจรหรือ แต่เป็นโจรก็ยอม เป็นโจรที่รักชาติ สถาบัน ปกป้องบ้านเมืองนี้ ด้วยเลือดเนื้อของผม
“วันนี้เราอยู่ได้ด้วยสถาบันกษัตริย์ปกปักษ์รักษาเรามา อย่าให้ผมไปคิดเลยว่า ก้าวไกล อนาคตใหม่ เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือเปล่า วันนี้ท่านยืนเด่นชนทุกคนที่ขวาง นี่ไม่ใช่บุคลิกของคนบริหารประเทศ”
ขณะที่ ‘ประพันธ์ คูณมี’ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็น ว่า ทั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. กล้วนเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับเลือกมา แต่วิธีการอาจต่างกัน จึงหวังว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่มองว่าตัว ‘พิธา’ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัตินายกฯ เพราะมีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ดังนั้นการเสนอชื่อ ‘พิธา’ จึงมีปัญหาขัดต่อข้อบังคับ
จากนั้น ‘พิธา’ ได้ลุกขึ้นอภิปรายตอบโต้ ต่อประเด็นของ ‘ชาดา’ ที่ติงติงเรื่องคุณสมบัติและภาวะผู้นำของตน
‘พิธา’ ระบุว่า เขาพยามยามเป็นคนที่ฟังมากกว่าพูด และต้องเป็นรักษาคำพูด เหมือนสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยว่า “พูดแล้วทำ” ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นผู้นำที่อดทนอดกลั้นต่อข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะจริงหรือไม่
ส่วนประเด็นเรื่องมาตรา 112 ‘พิธา’ ชี้แจงว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการมีคนพูดว่าใครหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ให้เอาปืนยิงเลย ผมไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียไปโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพ ที่ราชประสงค์ และย้อนหลังไปถึง 6 ตุลา 14 ตุลา เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายในสภาฯ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย”
‘พิธา’ ยังชี้แจงต่อข้อกล่าวหาของ ‘ประพันธ์’ ว่า ตนยังมีคุณสมบัติในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ อย่างสมบูรณ์ และยังไม่รู้เลยว่าข้อกล่าวหาและข้อสงสัยของ กกต. เป็นอย่างไร และยังไม่มีโอกาสชี้แจงเลย พร้อมอ้างการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จะให้มีศาลเตี้ยในสภาฯ เช่นนี้ไม่ได้
“ผมรัดกุมมาตลอด กับการยื่น ป.ป.ช. และคุณสมบัติทุกครั้ง ตั้งแต่เป็น ส.ส. ครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ตาม” พิธา กล่าวทิ้งท้าย
แม้จะไม่มีคู่แข่งแต่หนทางการเป็นนายกฯ ของ ‘พิธา’ เรียกว่าไม่ง่าย เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดให้สมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. อภิปรายเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อชิงนายกฯ หลายคนได้แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนให้ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ เพราะไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่คิดแก้ มาตรา 112
โดยคนแรกที่ลุกขึ้นอภิปราย คือ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย โดย ‘ชาดา’ อภิปรายด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ดุเดือด ย้ำว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 และหาก ‘พิธา’ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และเชื่อว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้ต้องการแค่แก้ไข มาตรา 112 แต่ต้องการยกเลิกมาตรานี้ พร้อมย้อนถามพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 7 พรรคว่าจะมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร เพราะทุกพรรคบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้
ช่วงหนึ่ง ‘ชาดา’ ยังพูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า เขาบอกฝั่งนั้น เป็นฝั่งประชาธิปไตย แล้วพวกผมมาจากไหน ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตยเป็นฝั่งโจรหรือ แต่เป็นโจรก็ยอม เป็นโจรที่รักชาติ สถาบัน ปกป้องบ้านเมืองนี้ ด้วยเลือดเนื้อของผม
“วันนี้เราอยู่ได้ด้วยสถาบันกษัตริย์ปกปักษ์รักษาเรามา อย่าให้ผมไปคิดเลยว่า ก้าวไกล อนาคตใหม่ เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือเปล่า วันนี้ท่านยืนเด่นชนทุกคนที่ขวาง นี่ไม่ใช่บุคลิกของคนบริหารประเทศ”
ขณะที่ ‘ประพันธ์ คูณมี’ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็น ว่า ทั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. กล้วนเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับเลือกมา แต่วิธีการอาจต่างกัน จึงหวังว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่มองว่าตัว ‘พิธา’ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัตินายกฯ เพราะมีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ดังนั้นการเสนอชื่อ ‘พิธา’ จึงมีปัญหาขัดต่อข้อบังคับ
จากนั้น ‘พิธา’ ได้ลุกขึ้นอภิปรายตอบโต้ ต่อประเด็นของ ‘ชาดา’ ที่ติงติงเรื่องคุณสมบัติและภาวะผู้นำของตน
‘พิธา’ ระบุว่า เขาพยามยามเป็นคนที่ฟังมากกว่าพูด และต้องเป็นรักษาคำพูด เหมือนสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยว่า “พูดแล้วทำ” ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นผู้นำที่อดทนอดกลั้นต่อข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะจริงหรือไม่
ส่วนประเด็นเรื่องมาตรา 112 ‘พิธา’ ชี้แจงว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการมีคนพูดว่าใครหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ให้เอาปืนยิงเลย ผมไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียไปโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพ ที่ราชประสงค์ และย้อนหลังไปถึง 6 ตุลา 14 ตุลา เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายในสภาฯ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย”
‘พิธา’ ยังชี้แจงต่อข้อกล่าวหาของ ‘ประพันธ์’ ว่า ตนยังมีคุณสมบัติในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ อย่างสมบูรณ์ และยังไม่รู้เลยว่าข้อกล่าวหาและข้อสงสัยของ กกต. เป็นอย่างไร และยังไม่มีโอกาสชี้แจงเลย พร้อมอ้างการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จะให้มีศาลเตี้ยในสภาฯ เช่นนี้ไม่ได้
“ผมรัดกุมมาตลอด กับการยื่น ป.ป.ช. และคุณสมบัติทุกครั้ง ตั้งแต่เป็น ส.ส. ครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ตาม” พิธา กล่าวทิ้งท้าย




