พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล และพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าร่วมกับภาคประชาสังคม
โดยทันทีที่พิธามาถึงได้มีแฟนคลับจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สนามบิน ผู้โดยสาร ผู้ประกอบการและลูกจ้างร้านอาหารในสนามบินที่ทราบมารอต้อนรับ พร้อมขอถ่ายรูปด้วย และไปส่งถึงรถ
พิธาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงประเด็นที่มีการเปรียบเทียบการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของพิธากับเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมาเปรียบเทียบกัน เราเอาปัญหาของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง แล้วข้อมูลก็เห็นชัดกันอยู่ว่าปีนี้หนัก เราในฐานะฝ่ายค้าน เป็น สส. เป็นผู้แทนราษฎร ถ้าจะพูดได้ก็ต้องเห็นจริง
เมื่อถามว่า อาจจะถูกมองว่าเป็นการวัดพลังมวลชน พิธา กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวัดพลัง มันไม่ใช่เวลาที่จะมาเปรียบเทียบอะไร เราต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุดได้อย่างไร แต่ถอดบทเรียนได้อย่างไร ที่ปีหน้าเวลาเดิมปัญหาฝุ่นจะทุเลาลงกว่านี้
“ข้อเท็จจริงที่เถียงไม่ได้ก็คือตอนนี้เชียงใหม่แย่ที่สุด ข้อเท็จจริงที่เถียงไม่ได้คือก้าวไกลมี สส. 7 คนจาก 10 คน เถียงไม่ได้คือพรรคก้าวไกลเป็นประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม สส. เป็นฝ่ายค้านมันก็ต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น เราเอาประชาของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาใครมาเป็นตัวตั้ง” พิธา กล่าว
ส่วนจะเป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ พิธา กล่าวว่า การมาครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกัน ที่ผ่านมา การเดินสายของตนเอง วันเสาร์อาทิตย์จะลงพื้นที่เพื่อดูปัญหาประชาชน ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเรื่องการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เราเอาไฟป่าเป็นที่ตั้ง เพราะมีความฉุกเฉินจริงๆ พร้อมถามกลับผู้สื่อข่าวด้วยความตกใจว่า หนักขนาดนี้โรงเรียนยังไม่หยุดใช่หรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถใช้งบได้ ดังนั้นการเป็นผู้แทนราษฎร ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้
“ฝ่ายค้านก็ต้องทำงานเหมือนกัน ไม่ใช่รัฐบาลอย่างเดียว มีออก พ.ร.บ. ห้ามฝ่ายค้านทำงานหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ เราก็มีหน้าที่ต้องทำงานเหมือนกัน” พิธา กล่าว
พิธา กล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าจะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วาระที่ 2-3 แล้ว พรรคก้าวไกลจะอภิปรายเรื่องนี้อย่างแน่นอน ส่วนจะอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 หรือไม่ ต้องรอดู ยังไม่ถึงเวลาเฉลย
เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ทำให้กระแสของพรรคก้าวไกลลดลงหรือไม่ พิธา กล่าวว่า ตอนนี้ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องกระแส คงทำงานให้เต็มที่ เพราะปัญหาสำคัญมีเยอะ
“วิกฤตของเชียงใหม่ตอนนี้สำคัญมากกว่ากระแสของพรรคอยู่แล้ว เดี๋ยวก็จะมีอภิปรายงบประมาณ อภิปรายทั่วไป ต้องบินไปประชุมรัฐสภาสากลที่เจนีวาอีก ทำงานในช่วงเวลาสำคัญ และในวิกฤตของพรรคไม่ได้เป็นความลับอะไร เรื่องยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พิธา กล่าว
พิธา ย้ำว่า ไม่ได้คิดถึงกระแสของทักษิณ จะทำให้กระแสของพรรคก้าวไกลลดลง เรื่องคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้ายังเร็วเกินไป ที่ยังจำได้ไม่ลืมก็คือการเลือกตั้งที่ผ่านมาคนเชียงใหม่ออกมาใช้สิทธิ์กันเยอะ 81% แล้วพรรคก้าวไกลก็ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ได้มองไปในอนาคต แต่มองที่ปัจจุบันและย้อนไปที่อดีต และไม่ลืมความไว้วางใจที่พี่น้องชาวเชียงใหม่ให้ไว้กับพวกเรา
“ถึงเวลาจะผ่านมา 8 เดือน ก่อนที่ท่านให้ความไว้วางใจเป็นอย่างไร หลังจากที่ท่านให้ความไว้วางใจมาแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม ยิ่งตอกย้ำเหตุผลว่าทำไมอดีตหัวหน้าพรรคหรืออดีตแคนดิเดตนายกฯคนนั้น ต้องมาเชียงใหม่ในช่วงที่เขาลำบากมากที่สุดด้วย” พิธา กล่าว
พิธา ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ยื่นยุบพรรคก้าวไกลว่า มีทีมเตรียมข้อมูล โดยแบ่งเป็น 2 ก้อน คือ คดีของกกต.และคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกำลังไล่ดูว่า รายละเอียดของกกต.ยังขาดอะไรอยู่บ้าง และป.ป.ช.หากเทียบกับคดีที่ศาลฎีกาเมื่อสมัยก่อนในการตัดสินคดีของพรรณิการ์ วานิช หรือปารีณา ไกรคุปต์ รวมถึงสิระ เจนจาคะ ใช้เวลาเท่าไหร่
“ทางป.ป.ช.ใช้เวลาเท่าไหร่เราก็ทำงานกลับและเตรียมอธิบายสู้คดี เรื่องเกี่ยวกับน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นมาตรา 49 ที่ตัดสินไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม และมาตรา 92 อันหนึ่งเป็นมาตรฐานที่ไว้ใช้ป้องกันอีกอันเป็นมาตรฐาน ที่ใช้ประหารพรรคการเมือง น้ำหนักมันคนละอนุมาตรากัน สมมุติแม้จะมีคำว่าล้มล้างเหมือนกันแต่ไม่ได้หมายความว่าโทษจะได้สัดส่วนเหมือนกัน เราจะต้องมีดุลยพินิจ ว่ามาตราหนึ่งมีไว้แค่ตักเตือน บอกให้หยุดการกระทำแต่อีกมาตราหนึ่งมีไว้เพื่อที่จะยุบพรรค และนำไปสู่การริดรอนสิทธิทางการเมือง ในการลงเลือกตั้งครั้งต่อไป และเชื่อว่า ศาลจะให้ความยุติธรรมและให้น้ำหนักมากกว่าเรื่องของมาตรา 49” พิธากล่าว
พิธา ยังยืนยันว่า ไม่มีความกังวลหากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เพราะเราต้องเตรียมการทำงานล่วงหน้า
“การทำงานของพรรคก้าวไกล เราคิดว่าเหมือนกับการเขียนหนังสือ มีชัตเตอร์ที่ 1 ชัตเตอร์ที่ 2 ชัตเตอร์ที่ 3 แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ปณิธาน และนโยบาย ที่พี่น้องประชาชนให้มา 14 ล้านเสียง เราก็เดินหน้าต่อแน่นอน ไม่ว่าจะมีพรรคก้าวไกลหรือไม่มีพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะมีผลหรือไม่มีผล” พิธา กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าเตรียมแผนรองรับหากศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วใช่หรือไม่ พิธา กล่าวย้ำว่าเตรียมมานานแล้ว
พิธา ยังให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่รับฟังปัญหาสถานการณ์ไฟป่าที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ว่า วันนี้จะไปพบปะกับอาสาของมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งได้เชิญทางพรรคก้าวไกลมาล่วงหน้าแล้ว ที่ถือเป็นปีที่ 5 ของมูลนิธิกระจกเงาในการลงพื้นที่มาแก้ไขปัญหาไฟป่า จึงอยากให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ทำกิจกรรม ‘ก้าวไกลดับไฟป่า’ รวมถึงชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้มาลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยตนเองแล้ว และทางประธานคณะกรรมาธิการที่ดินและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ส่งตัวแทนมาลงพื้นที่ด้วย โดยเช้าวันนี้ค่าฝุ่น US AQI ที่สนามบินเชียงใหม่อยู่ที่ 215 ถือเป็นอันดับหนึ่งของโลกเป็นวันที่สองติดต่อกันแล้ว รองลงมาเป็นกรุงนิวเดลีย์และกรุงปักกิ่ง และหากดูจากดาวเทียมของ Gistda ก็จะเห็นจุดความร้อนมากขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง จากเดิมประมาณ 300 จุด แต่ในปีนี้มีกว่า 2,000 จุด มากขึ้นถึง 8 เท่า ถือเป็นการลงพื้นที่เพื่อให้เข้าใจหน้างานในช่วงนี้ ประกอบกับมูลนิธิกระจกเงาก็อยู่ในพื้นที่ เพื่อมาดูพฤติกรรมไฟ การทำอย่างไรให้ทีมงานเข้าถึงไฟก่อนที่จะลุกลาม ซึ่งขั้นตอนต่างๆในการเข้าดับไฟไม่ได้ง่าย
ส่วนการจัดการของภาครัฐในการจัดการแก้ปัญหาไฟป่านั้น พิธา กล่าวว่า ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะไฟป่าจะเกิดตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงช่วงฤดูฝน เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นช่วงฝุ่น จะมีสถานการณ์ไฟไหม้มาตลอด ดังนั้นควรเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนในการจัดทำสถานีน้ำ โดยไม่ต้องใช้กำลังคนแบกน้ำขึ้นไปก็จะสามารถถ่ายน้ำได้เลย เมื่อย้อนหลังไป 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการไหม้ซ้ำซากก็สามารถเตรียมการได้ทันจากกระบวนการข้างต้น แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ไฟไหม้ต่อเนื่องแล้วไม่มีการเตรียมตัว ก็จำเป็นต้องระดมคนขึ้นไปดับไฟ
หลังจากนั้น พิธา ถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้วหรือไม่ เพราะช่วงนี้ของปีที่แล้วก็ไม่ยอมประกาศ เพราะกังวลเรื่องการท่องเที่ยว แต่พอมาปีนี้สถานการณ์แย่แล้วยังไม่ประกาศ ทำให้ไม่สามารถใช้งบประมาณกลางได้ ซึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในประกาศ ให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานทำงานร่วมกับท้องถิ่นได้แล้ว จึงอยากทราบว่าตอนนี้ทำได้จริงหรือไม่ ดังนั้นหากยังเกิดสถานการณ์ไฟไหม้ ก็ยังคงต้องใช้วิธีระดมพลเข้าไปเพื่อดับไฟให้เร็วที่สุด รวมถึงกำลังคน เครื่องมือในการแยกเชื้อเพลิง เชื่อว่าจะสามารถทุเลาได้แต่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาได้ทันหรือไม่ เพราะต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก




