‘ก้าวไกล – เพื่อไทย’ เปิดศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนฯ ‘ปิยบุตร’ ปกาศิต เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว หวังใช้กลไกสภา แก้ ม.112 ออกกฎหมายเปลี่ยนประเทศไทยแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หลัง ‘พิธา’ ถูกพรรคร่วมกดดัน ต้องถอนเรื่อง ม.112 และสัญญาว่าจะปกป้องสถาบันในเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล
ไม่ถึง 48 ชั่วโมง หลังการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง 8 พรรค หมึกยังไม่ทันแห้ง พรรคอันดับ 1 และ 2 ที่อุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย คือ พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ก็ชักดาบที่เหน็บไว้ข้างหลัง ออกมาฟาดฟันกันแบบไม่ยั้งมือ
ชนวนแตกหักของมิตรร่วมรบที่ซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้มไม่มิด คือ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย
โดยธรรมเนียม พรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 จะได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาด้วย เป็นอย่างนี้มาอย่างน้อย 20 ปี ยกเว้น ปี2562 ที่นาย ‘ชวน หลีกภัย’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้พรรค ปชป. จะมี สส เพียง 52 คนเป็นพรรคอันดับ 4 แลกกับการเข้าร่วมรัฐบาลที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ
ศึกชิงเก้าอี้ ประธานสภาผู้แทนฯครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ขอตำแหน่งนี้ แต่ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’เลขาธิการคณะก้าวหน้า กลุ่มการเมืองนอกสภาฯของพรรคก้าวไกล ชิงออกคำสั่งผ่านเพซบุ๊คว่า “ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลเสียไม่ได้เด็ดขาด” เพราะนโยบายที่หาเสียงไว้ หลายเรื่องต้องออกออกกฎหมายใหม่ แก้กฎหมายเดิม เช่น การแก้ไข ม.112 พรรคก้าวไกลต้องผลักดันผ่านสภา หาไม่ได้ตำแห่งสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจประสบปัญหาอุปสรรคได้
‘ปิยบุตร’ แม้จะไม่มีตำแหน่ง และบทบาทเป็นทางการในพรรคก้าวไกล เพราะถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 10 ปี จากการที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แต่ ‘ปิยบุตร’ คือ นักคิด นักทฤษฎี ชี้นำทิศทางพรรคก้าวไกล ที่ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่อยู่หลังฉากพรรคก้าวไกล รับฟังและเชื่อตาม
พรรคเพื่อไทยตอบโต้ทันที เริ่มจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่บอกว่า ความเห็นของ ‘ปิยบุตร’ เป็นการแสดงความคิดเห็นของคนที่เรียกว่า เป็นคนทั่วไป ตามมาด้วยพระอันดับอย่าง อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ อดิศร เพียงเกษ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตีลิสต์ พรรคเพื่อไทย ที่พูดแบบเย้ยหยันพรรคก้าวไกลว่า 152 เสียง ยังไม่เกินครึ่ง ถ้าอยากได้ทุกตำแหน่ง ต้องทำให้ได้แบบพรรคไทยรักไทย 377 เสียง จะเอาตำแหน่งไหนก็ได้ และไม่ใช่ว่าได้ฝ่ายบริหารแล้ว จะไม่ให้พรรคอื่นไปดำรงตำแหน่งฝ่านนิติบัญญัติ
ในขณะที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ โฆษกพรรคก้าวไกล โต้กลับว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นของพรรคอันดับ 1 คือพรรคก้าวไกล
ประธานสภาผู้แทนฯ เปิดประตูสู่การแก้ไข ม.112
ปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ‘อาทิตย์ อุไรรัตน์’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในตอนนั้น ฉีกประเพณี เสนอชื่อ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ ซึ่งเป็นคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเสนอ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองที่กำลังจะร่วมตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าเพื่อฝ่าทางตัน แก้วิกฤติบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ทูลเกล้าฯ บุคคลที่ เสียงข้างมากรัฐสภา ลงมติให้เป็นนายกฯ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะบริบทต่างกัน
ความสำคัญของประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ เป็นผู้คุมเกมการประชุมสภาฯ ตั้งแต่การพิจารณาว่า จะเสนอร่างกฎหมายใด หรือญัตติใดข้าสู่ที่ประชุมสภา ไปจนถึงการควบคุมการประชุม ที่หากไม่เป็นกลางก็จะเป็นคุณ หรือเป็นข้อเสียเปรียบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในกรณีของพรรคก้าวไกล ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเสนอร่างกฎหมายสำคัญๆมากมาย หลายฉบับ ซึ่งจะมีผลเปลี่ยนประเทศไทยอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จึงต้องการตำแหน่งประธานสภา เป็นด่านสำคัญด่านแรกของแผนเปลี่ยนประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกเลิก หรือ แก้ไข ม.112 ที่พรรคก้าวไกลแสดงเจตนาชัดเจนว่า จะต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ในสภาฯชุดก่อนพรรคก้าวไกล เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ม.112 เข้าสภาฯ แต่ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาฯ ไม่อนุมัติให้นำเรื่องเข้าพิจารณา โดยอ้างอิงความเห็นของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรว่า อาจขัดกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้
พรรคก้าวไกล ภายใต้แรงกดดัน เหมือนจะรุก แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายตั้งรับ
ในการจัดทำเอ็มโอยูร่วมตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถอยร่น เมื่อถูกกดดันจากพรรคร่วมหลายพรรค ไม่ให้มีเรื่อง การแก้ไข ม.112 และการนิรโทษกรรมในเอ็มโอยู
ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังต้องยอมให้เพิ่มข้อความว่า “ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า ภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้นต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ การปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์” ซึ่งไม่มีอยู่ในร่างเอ็มโอยู เดิมที่มีผู้จงใจปล่อยให้รั่วออกมาก่อนการแถลง
หลัง ‘พิธา’ แถลงรายละเอียดเอ็มโอยู ไม่กี่ชั่วโมง ปิยบุตรโพสต์เฟซบุ๊คไม่เห็นด้วย ในการถอนเรื่อง การแก้ไข ม.112 และ การนิรโทษกรรม รวมทั้งข้อความที่เพิ่มขึ้นมาข้างต้น โดยบอกว่า การเขียนแบบนี้ คือ การแสดงออกแบบ ‘กินปูนร้อนท้อง’หรือ ‘วัวสันหลังหวะ’
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่เข้าใจได้ว่า ที่ ‘ปิยบุตร’ บอกว่า กินปูนร้อนท้อง หรือ วัวสันหลังหวะ เขาหมายถึง ‘พิธา’
‘ปิยบุตร’ ยังกล่าวถึงข้อความที่เพิ่มเข้ามาในเอ็มโอยูว่า เป็น ‘บ่วงรัดคอ’ ที่ทำให้พรรคก้าวไกลต้องประสบปัญหาในการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ม.112 เข้าสภาฯ ได้ในอนาคต
การโพสต์เฟซบุ๊ค เรื่อง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสัญญาณความขัดแย้งครั้งแรกของพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ในขณะเดียวกันท่าที่พรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นว่า รู้ทัน เจตนา วาระแฝงเร้นของพรรคก้าวไกล และต้องการขัดขวางไม่ให้พรรคก้าวไกลบรรลุเป้าหมาย
ไม่ถึง 48 ชั่วโมง หลังการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง 8 พรรค หมึกยังไม่ทันแห้ง พรรคอันดับ 1 และ 2 ที่อุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย คือ พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ก็ชักดาบที่เหน็บไว้ข้างหลัง ออกมาฟาดฟันกันแบบไม่ยั้งมือ
ชนวนแตกหักของมิตรร่วมรบที่ซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้มไม่มิด คือ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย
โดยธรรมเนียม พรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 จะได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาด้วย เป็นอย่างนี้มาอย่างน้อย 20 ปี ยกเว้น ปี2562 ที่นาย ‘ชวน หลีกภัย’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้พรรค ปชป. จะมี สส เพียง 52 คนเป็นพรรคอันดับ 4 แลกกับการเข้าร่วมรัฐบาลที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ
ศึกชิงเก้าอี้ ประธานสภาผู้แทนฯครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ขอตำแหน่งนี้ แต่ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’เลขาธิการคณะก้าวหน้า กลุ่มการเมืองนอกสภาฯของพรรคก้าวไกล ชิงออกคำสั่งผ่านเพซบุ๊คว่า “ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลเสียไม่ได้เด็ดขาด” เพราะนโยบายที่หาเสียงไว้ หลายเรื่องต้องออกออกกฎหมายใหม่ แก้กฎหมายเดิม เช่น การแก้ไข ม.112 พรรคก้าวไกลต้องผลักดันผ่านสภา หาไม่ได้ตำแห่งสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจประสบปัญหาอุปสรรคได้
‘ปิยบุตร’ แม้จะไม่มีตำแหน่ง และบทบาทเป็นทางการในพรรคก้าวไกล เพราะถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 10 ปี จากการที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แต่ ‘ปิยบุตร’ คือ นักคิด นักทฤษฎี ชี้นำทิศทางพรรคก้าวไกล ที่ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่อยู่หลังฉากพรรคก้าวไกล รับฟังและเชื่อตาม
พรรคเพื่อไทยตอบโต้ทันที เริ่มจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่บอกว่า ความเห็นของ ‘ปิยบุตร’ เป็นการแสดงความคิดเห็นของคนที่เรียกว่า เป็นคนทั่วไป ตามมาด้วยพระอันดับอย่าง อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ อดิศร เพียงเกษ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตีลิสต์ พรรคเพื่อไทย ที่พูดแบบเย้ยหยันพรรคก้าวไกลว่า 152 เสียง ยังไม่เกินครึ่ง ถ้าอยากได้ทุกตำแหน่ง ต้องทำให้ได้แบบพรรคไทยรักไทย 377 เสียง จะเอาตำแหน่งไหนก็ได้ และไม่ใช่ว่าได้ฝ่ายบริหารแล้ว จะไม่ให้พรรคอื่นไปดำรงตำแหน่งฝ่านนิติบัญญัติ
ในขณะที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ โฆษกพรรคก้าวไกล โต้กลับว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นของพรรคอันดับ 1 คือพรรคก้าวไกล
ประธานสภาผู้แทนฯ เปิดประตูสู่การแก้ไข ม.112
ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตำแหน่งที่มาก่อนนายกรัฐมนตรี หลังจากประชุมสภาฯ เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว จึงเลือกนายกรัฐมนตรี โดยประธานสภาผู้แทนฯ จะเป็นผู้ทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี
ปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ‘อาทิตย์ อุไรรัตน์’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในตอนนั้น ฉีกประเพณี เสนอชื่อ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ ซึ่งเป็นคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเสนอ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองที่กำลังจะร่วมตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าเพื่อฝ่าทางตัน แก้วิกฤติบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ทูลเกล้าฯ บุคคลที่ เสียงข้างมากรัฐสภา ลงมติให้เป็นนายกฯ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะบริบทต่างกัน
ความสำคัญของประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ เป็นผู้คุมเกมการประชุมสภาฯ ตั้งแต่การพิจารณาว่า จะเสนอร่างกฎหมายใด หรือญัตติใดข้าสู่ที่ประชุมสภา ไปจนถึงการควบคุมการประชุม ที่หากไม่เป็นกลางก็จะเป็นคุณ หรือเป็นข้อเสียเปรียบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในกรณีของพรรคก้าวไกล ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเสนอร่างกฎหมายสำคัญๆมากมาย หลายฉบับ ซึ่งจะมีผลเปลี่ยนประเทศไทยอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จึงต้องการตำแหน่งประธานสภา เป็นด่านสำคัญด่านแรกของแผนเปลี่ยนประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกเลิก หรือ แก้ไข ม.112 ที่พรรคก้าวไกลแสดงเจตนาชัดเจนว่า จะต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ในสภาฯชุดก่อนพรรคก้าวไกล เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ม.112 เข้าสภาฯ แต่ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาฯ ไม่อนุมัติให้นำเรื่องเข้าพิจารณา โดยอ้างอิงความเห็นของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรว่า อาจขัดกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้
พรรคก้าวไกล ภายใต้แรงกดดัน เหมือนจะรุก แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายตั้งรับ
ในการจัดทำเอ็มโอยูร่วมตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถอยร่น เมื่อถูกกดดันจากพรรคร่วมหลายพรรค ไม่ให้มีเรื่อง การแก้ไข ม.112 และการนิรโทษกรรมในเอ็มโอยู
ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังต้องยอมให้เพิ่มข้อความว่า “ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า ภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้นต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ การปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์” ซึ่งไม่มีอยู่ในร่างเอ็มโอยู เดิมที่มีผู้จงใจปล่อยให้รั่วออกมาก่อนการแถลง
หลัง ‘พิธา’ แถลงรายละเอียดเอ็มโอยู ไม่กี่ชั่วโมง ปิยบุตรโพสต์เฟซบุ๊คไม่เห็นด้วย ในการถอนเรื่อง การแก้ไข ม.112 และ การนิรโทษกรรม รวมทั้งข้อความที่เพิ่มขึ้นมาข้างต้น โดยบอกว่า การเขียนแบบนี้ คือ การแสดงออกแบบ ‘กินปูนร้อนท้อง’หรือ ‘วัวสันหลังหวะ’
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่เข้าใจได้ว่า ที่ ‘ปิยบุตร’ บอกว่า กินปูนร้อนท้อง หรือ วัวสันหลังหวะ เขาหมายถึง ‘พิธา’
‘ปิยบุตร’ ยังกล่าวถึงข้อความที่เพิ่มเข้ามาในเอ็มโอยูว่า เป็น ‘บ่วงรัดคอ’ ที่ทำให้พรรคก้าวไกลต้องประสบปัญหาในการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ม.112 เข้าสภาฯ ได้ในอนาคต
การโพสต์เฟซบุ๊ค เรื่อง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสัญญาณความขัดแย้งครั้งแรกของพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ในขณะเดียวกันท่าที่พรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นว่า รู้ทัน เจตนา วาระแฝงเร้นของพรรคก้าวไกล และต้องการขัดขวางไม่ให้พรรคก้าวไกลบรรลุเป้าหมาย



