‘ธีรยุทธ’ ส่งคำวินิจฉัยศาล รธน. ยื่น ป.ป.ช. เอาผิด 'พิธา - สส.ก้าวไกล'

23 ก.พ. 2567 - 15:09

  • ‘ธีรยุทธ’ ส่งสำเนาคำวินิจฉัยศาล รธน. คดีล้มล้างการปกครอง ยื่น ป.ป.ช. เอาผิด 'พิธา - สส.ก้าวไกล' ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ มาตรา 112

  • เตือนอย่าเอาความผิด มาตรา 112 ไปใส่ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะไม่ใช่ความผิดการเมือง แต่เป็นความผิดล้มล้างการปกครอง

Pita_Move_Forward_Party_NACC_Constitutional_Court_SPACEBAR_Hero_90393cb731.jpg

ธีรยุทธ สุววรรณเกษร ในฐานะผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 กรณี พิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล กระทำการล้มล้างการปกครอง โดยนำสำเนาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 คดีล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 49 ฉบับเต็มที่รับรองโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มายื่นแก่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อใช้ประกอบคำร้องที่ได้ยื่นเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2567  ที่ขอให้ตรวจสอบและเอาผิดจริยธรรมของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ 44 สส.พรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนเสนอร่างฯ 

ซึ่ง ธีรยุทธ ระบุว่าตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีลักษณะเจตนาซ่อนเร้นที่จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง และในการยื่นสำเนาดังกล่าวก็ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับแจ้งว่า ประธาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่อง และจะเร่งรีบในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานหรือคณะไต่สวนต่อไปในเร็วๆ นี้

เมื่อถามว่าได้ยินการขอให้ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการตรวจสอบคดีนี้อย่างไร ธีรยุทธ กล่าวว่า ได้รับทราบว่าประธาน ป.ป.ช. รับทราบเรื่องแล้ว มีความเอาใจใส่ และได้สั่งการเบื้องต้น ว่าต้องเร่งรีบในการรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลา คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่นาน

ส่วนการดำเนินการกับ 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อและขับเคลื่อนผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอย่างไรนั้น ธีรยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เบื้องต้นจะเตรียมการในเรื่องคำชี้แจงของพิธาและชัยธวัช  ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ได้ทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ  โดยจะขออนุญาตศาลคัดถ่ายคำให้การในชั้นไต่สวนพยานเปิดเผย ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย เพื่อที่จะยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ป.ป.ช. หากทั้ง 2 หน่วยจะมีคำสั่งเรียกพิธาและชัยธวัช เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง โดยทั้ง 2 หน่วยงานสามารถใช้คำชี้แจง หรือคำให้การที่เคยให้การไว้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาไต่สวน

ธีรยุทธ ยังกล่าวว่า นอกจากการติดตามเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 แล้ว ขณะนี้ยังติดตามความพยายามในการผลักดันความผิดตามมาตรา 112  ให้ไปอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรม เนื่องจากโดยส่วนตัวเห็นว่า ความผิดตามมาตรา 112 ไม่ใช่ความผิดในทำนองทางการเมือง แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง ซึ่งอยู่คนละหมวดกัน  เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการกระทำลักษณะ มาตรา 112  ภายนอกสภา  มีผู้รับทอดเข้ามาสู่สภา โดยผ่านกระบวนการซ่อนเร้น ใช้การเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าสู่สภา ซึ่งการรณรงค์มาตรา 112 การตั้งม็อบ การตั้งขบวนต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเจตนาต้องการทำลายการปกครองก็เท่ากับว่า มีเจตนาที่ไม่ดี มีเจตนาที่จะไม่ให้การเมืองมีอยู่ 

ดังนั้นการที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นข้อขัดแย้งทางการเมือง ตนเองมองว่าไม่ใช่ เมื่อคุณทำลายการปกครอง ไม่ให้การเมืองมีอยู่ ข้อขัดแย้งก็จะไม่มีอยู่ตามมาด้วย แต่คณะนิติบัญญัติที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในชั้นกรรมาธิการกำลังมองว่า การปกครองยังมีอยู่  ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันในทางการเมืองก็เลยยังมีอยู่ หากประสงค์ที่จะล้างความขัดแย้ง ปลดปล่อยความวิตกกังวลต่างๆ  เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข  ซึ่งต่างกับคณะรณรงค์ มาตรา 112  จึงเห็นว่าหากได้มีการบรรจุความผิดมาตรา 112 เข้าสู่กฎหมายนิรโทษกรรม ตนจะตามไปดำเนินการบางอย่าง  แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าจะดำเนินการอะไร 

เมื่อถามว่า มองว่าการแก้มาตรา 112 โดยชอบ ตามที่ศาลวินิจฉัยเอาไว้ควรจะเป็นอย่างไร ธีรยุทธ กล่าวว่า ยังเชื่ออย่างที่ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ซึ่งไม่ได้ปิดประตูการแก้กฎหมาย แม้กระทั่งการแก้มาตรา 112 เพียงแต่ลักษณะที่พรรคก้าวไกลได้เสนอและดำเนินการมีการประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อสารมวลชน  และใช้เป็นนโยบายหาเสียงมาตลอด   ซึ่งพฤติการณ์ตรงนั้นกระทำไม่ได้ เช่น การย้ายหมวดไม่ได้ เพราะลักษณะที่พรรคก้าวไกลได้เสนอไว้ คือถอดออกจากความมั่นคงแห่งรัฐ  ออกมาอยู่ในอีกหมวดหนึ่ง  ซึ่งเขาตั้งเป็นอีกหมวดหนึ่งนั้นทำไม่ได้ 

ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซ่อนเร้นที่จะจำแนกพระมหากษัตริย์ออกจากรัฐ เพราะศาลเคยวางบรรทัดฐานเอาไว้แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรและประชาชนของชาติ  เป็นรากฐานของสิ่งต่างๆ ของการเมืองการปกครอง  และความเป็นอยู่ ประเพณีต่างๆ ศาลจึงได้วินิจฉัยเอาไว้เบื้องต้น โดยใช้คำว่ามีโบราณราชประเพณี  และนิติประเพณีสืบต่อกันมา ดังนั้นความชอบที่หากจะแก้มาตรา 112 ก็คงจะต้องทำในทิศทางตรงกันข้ามในทิศทางที่ศาลวินิจฉัยเอาไว้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์