‘พิธา’ ไม่หวั่นกระบวนการฟื้น ITV - ตั้งข้อหา 151 ขวาง นั่ง ‘นายกฯ’ ยืนยันมีหลักฐานแน่น พร้อมชี้แจงกกต. มอง ‘วิษณุ’ เข้าใจคลาดเคลื่อน แม้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็เสนอชื่อนายกฯได้ มั่นใจ ทุกกระบวนการสกัดไม่สามารถเปลี่ยนการเป็นนายกฯคนที่ 30 ได้
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล กล่าวถึงคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นสื่อ ITV และกระบวนการขัดขาเพื่อไม่ให้พิธาขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี ในขณะนี้มีข้อมูลหรือยังว่าใครอยู่เบื้องหลังว่า ตามที่เคยได้โพสต์ไปก่อนหน้านี้ในโซเชียลมีเดียว่า มีกระบวนการที่จะฟื้น ITV ขึ้นมาก่อนที่จะมีคลิปด้วยซ้ำ เพราะมีคนส่งข้อมูลมาให้ตนมากกว่าที่เห็นอยู่ในคลิป ซึ่งเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่ทำเอกสารตามประชุมกับคลิป ก่อนที่จะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน ขณะนี้คณะทำงานกฎหมายของทางพรรคได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเหล่านี้ที่ส่งข้อมูลเข้ามาให้
ส่วนที่กกต.มีการหยิบมาตรา 151 มาวินิจฉัยนั้น ก็ไม่ได้หลุดไปจากฉากทัศน์ที่คิดเอาไว้แล้ว เพราะเกิดขึ้นกับธนาธรมาก่อน อาจจะมีการเข้าชื่อของส.สเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาหรือศาลอาญาด้วย ซึ่งถ้าใครติดตามการเมืองก็น่าจะเดาออกว่า อาจจะมี 3-4 ช่องทางที่จะเกิดขึ้น แม้ขณะนี้จะมีคนส่งข้อมูลมาถึงพรรคจำนวนมาก กับความไม่ชอบมาพากล แต่เราก็ยังไม่ฟันธงอะไร และตรวจเช็คข้อมูลและคลิปต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ และยืนยันว่า หลักกฎหมายพร้อม หลักฐานพร้อมที่จะสู้เมื่อเข้าสู่กระบวนการ ส่วนกกต.จะเอาคลิปมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาคดีด้วยนั้น ตนเห็นจากข่าวว่า อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง บอกเพียงว่า อาจจะนำเข้ามาประกอบการพิจารณา
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนแจ้งข้อหาตามมาตรา 151 แต่ของพิธาได้ตั้งกระบวนการสอบก่อนที่จะส่งศาลวินิจฉัย ทำให้มองว่า ศาลอาจสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น พิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะเชื่อว่า การให้ข่าวของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีน่าจะคลาดเคลื่อน เพราะเมื่อปี 62 ตนจำได้ว่า แม้ธนาธรจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยังสามารถเสนอชื่อเลือกนายกฯได้อยู่ดี ดังนั้น จึงมองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการพิจารณามาตรา 151 ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
เมื่อถามว่า คลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ITV กับ บันทึกการประชุมที่ไม่ตรงกันอาจจะมีน้ำหนักไม่มากพอ ที่จะมาใช้ตามกฎหมาย หรือลบล้างข้อกล่าวหาการถือหุ้น ITV ของพิธาได้นั้น พิธา กล่าวว่า จะต่อสู้ในทุกรายละเอียด ทุกขบวนความ และส่วนตัวเชื่อว่า สังคมน่าจะเทียบคดีย้อนหลังดูได้ว่าศาลตัดสินออกมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญว่ าตัดสินด้วยบรรทัดฐานแบบไหน ก็จะต่อสู้ในแนวทางแบบนั้น ก่อนจะย้ำว่า ตนมั่นใจในพยานหลักฐานและหลักกฎหมาย โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นความไม่ชอบมาพากล ความพิรุธในความพยายามสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ ยิ่งทำให้มั่นใจว่า จะต่อสู้คดีได้ทุกรูปแบบ
เมื่อถามว่า งบการเงินที่ยื่นให้กับกรมพัฒนาเศรษฐกิจเป็นรายได้ที่มาจากสื่อ จะทำให้เพลี่ยงพล้ำหรือไม่ พิธา ตอบว่า ‘ไม่ แต่ขอรับไปตรวจสอบดูตามกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของคณะทำงานด้านกฎหมาย’
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการของวุฒิสภา มีการพูดถึงมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ หากมีการรับรอง ส.ส.แล้ว จะเปิดช่องให้ ส.ส.หรือ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกแต่ละสภา เพื่อส่งให้ประธานของสภานั้นๆส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของพิธาได้ โดยพิธายอมรับว่า เป็นสิ่งที่เราคิดไว้แล้วว่า จะเกิดขึ้น ที่คิดไว้อยู่ว่า จะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ตนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะสกัดกั้นอย่างไรก็ไม่ทำให้การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหมดไป
พิธา ยังได้ยกไทม์ไลน์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2562 ว่า ธนาธร ก็ถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตเลือกนายกฯ ก็ยังสามารถที่จะส่งชื่อโหวตในที่ประชุม เพราะความเป็น ส.ส.กับแคนดิเดตนายกฯไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เตือนว่า หากยังถือครองหุ้นไอทีวีอยู่ จะเป็นปัญหาในอนาคต พิธา ยืนยันว่า ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนใดทักท้วงหรือเตือนตนเองมาก่อน ขณะเดียวกันตนเองก็ได้พูดคุยสอบถามกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาโดยตลอดซึ่งก็ไม่มีปัญหา
ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหลังจากการพ้นตำแหน่ง ส.ส.ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆอย่างละเอียด เพื่อให้รอบคอบที่สุด ก่อนที่จะยื่น ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ภายในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ตามระเบียบของ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (13 มิ.ย.) หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล ยังได้เข้าพบและประชุมร่วมกับ แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และสมาชิกสมาพันธ์ SME ไทย เพื่อรับฟังนโยบายและข้อเสนอในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
โดยพิธา เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้หารือถึงการบริหารเศรษฐกิจแบบมหภาพ และสถานการณ์ SME ไทยในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน เงินกู้ และนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคก้าวไกล รวมถึงแนวทางการจัดตั้ง และยกระดับสมาพันธ์ ให้เป็นสภา SME แห่งประเทศไทย เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินกับรัฐบาล เป็นต้น
ด้านประธานสมาพันธ์ SME ไทย มีข้อสรุปในการนำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาราคาต้นทุน และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน เพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาเป็นนโยบาย รวมถึงการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ด้วยการหากองทุนหรือหาช่องทางให้ SME มีช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมการฟื้นฟู SME ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการยกระดับ SME และแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อ SME โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขตอบโจทย์ และนำไปสู่การตั้งสภา SME ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) และในวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พิธา ยังมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เพื่อเดินสายขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมาว่า พรรคก้าวไกลได้รับการเลือกตั้งในหลายเขตการเลือกตั้งด้วย
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล กล่าวถึงคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นสื่อ ITV และกระบวนการขัดขาเพื่อไม่ให้พิธาขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี ในขณะนี้มีข้อมูลหรือยังว่าใครอยู่เบื้องหลังว่า ตามที่เคยได้โพสต์ไปก่อนหน้านี้ในโซเชียลมีเดียว่า มีกระบวนการที่จะฟื้น ITV ขึ้นมาก่อนที่จะมีคลิปด้วยซ้ำ เพราะมีคนส่งข้อมูลมาให้ตนมากกว่าที่เห็นอยู่ในคลิป ซึ่งเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่ทำเอกสารตามประชุมกับคลิป ก่อนที่จะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน ขณะนี้คณะทำงานกฎหมายของทางพรรคได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเหล่านี้ที่ส่งข้อมูลเข้ามาให้
ส่วนที่กกต.มีการหยิบมาตรา 151 มาวินิจฉัยนั้น ก็ไม่ได้หลุดไปจากฉากทัศน์ที่คิดเอาไว้แล้ว เพราะเกิดขึ้นกับธนาธรมาก่อน อาจจะมีการเข้าชื่อของส.สเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาหรือศาลอาญาด้วย ซึ่งถ้าใครติดตามการเมืองก็น่าจะเดาออกว่า อาจจะมี 3-4 ช่องทางที่จะเกิดขึ้น แม้ขณะนี้จะมีคนส่งข้อมูลมาถึงพรรคจำนวนมาก กับความไม่ชอบมาพากล แต่เราก็ยังไม่ฟันธงอะไร และตรวจเช็คข้อมูลและคลิปต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ และยืนยันว่า หลักกฎหมายพร้อม หลักฐานพร้อมที่จะสู้เมื่อเข้าสู่กระบวนการ ส่วนกกต.จะเอาคลิปมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาคดีด้วยนั้น ตนเห็นจากข่าวว่า อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง บอกเพียงว่า อาจจะนำเข้ามาประกอบการพิจารณา
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนแจ้งข้อหาตามมาตรา 151 แต่ของพิธาได้ตั้งกระบวนการสอบก่อนที่จะส่งศาลวินิจฉัย ทำให้มองว่า ศาลอาจสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น พิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะเชื่อว่า การให้ข่าวของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีน่าจะคลาดเคลื่อน เพราะเมื่อปี 62 ตนจำได้ว่า แม้ธนาธรจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยังสามารถเสนอชื่อเลือกนายกฯได้อยู่ดี ดังนั้น จึงมองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการพิจารณามาตรา 151 ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
เมื่อถามว่า คลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ITV กับ บันทึกการประชุมที่ไม่ตรงกันอาจจะมีน้ำหนักไม่มากพอ ที่จะมาใช้ตามกฎหมาย หรือลบล้างข้อกล่าวหาการถือหุ้น ITV ของพิธาได้นั้น พิธา กล่าวว่า จะต่อสู้ในทุกรายละเอียด ทุกขบวนความ และส่วนตัวเชื่อว่า สังคมน่าจะเทียบคดีย้อนหลังดูได้ว่าศาลตัดสินออกมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญว่ าตัดสินด้วยบรรทัดฐานแบบไหน ก็จะต่อสู้ในแนวทางแบบนั้น ก่อนจะย้ำว่า ตนมั่นใจในพยานหลักฐานและหลักกฎหมาย โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นความไม่ชอบมาพากล ความพิรุธในความพยายามสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ ยิ่งทำให้มั่นใจว่า จะต่อสู้คดีได้ทุกรูปแบบ
เมื่อถามว่า งบการเงินที่ยื่นให้กับกรมพัฒนาเศรษฐกิจเป็นรายได้ที่มาจากสื่อ จะทำให้เพลี่ยงพล้ำหรือไม่ พิธา ตอบว่า ‘ไม่ แต่ขอรับไปตรวจสอบดูตามกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของคณะทำงานด้านกฎหมาย’
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการของวุฒิสภา มีการพูดถึงมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ หากมีการรับรอง ส.ส.แล้ว จะเปิดช่องให้ ส.ส.หรือ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกแต่ละสภา เพื่อส่งให้ประธานของสภานั้นๆส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของพิธาได้ โดยพิธายอมรับว่า เป็นสิ่งที่เราคิดไว้แล้วว่า จะเกิดขึ้น ที่คิดไว้อยู่ว่า จะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ตนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะสกัดกั้นอย่างไรก็ไม่ทำให้การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหมดไป
พิธา ยังได้ยกไทม์ไลน์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2562 ว่า ธนาธร ก็ถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตเลือกนายกฯ ก็ยังสามารถที่จะส่งชื่อโหวตในที่ประชุม เพราะความเป็น ส.ส.กับแคนดิเดตนายกฯไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เตือนว่า หากยังถือครองหุ้นไอทีวีอยู่ จะเป็นปัญหาในอนาคต พิธา ยืนยันว่า ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนใดทักท้วงหรือเตือนตนเองมาก่อน ขณะเดียวกันตนเองก็ได้พูดคุยสอบถามกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาโดยตลอดซึ่งก็ไม่มีปัญหา
ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหลังจากการพ้นตำแหน่ง ส.ส.ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆอย่างละเอียด เพื่อให้รอบคอบที่สุด ก่อนที่จะยื่น ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ภายในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ตามระเบียบของ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (13 มิ.ย.) หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล ยังได้เข้าพบและประชุมร่วมกับ แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และสมาชิกสมาพันธ์ SME ไทย เพื่อรับฟังนโยบายและข้อเสนอในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
โดยพิธา เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้หารือถึงการบริหารเศรษฐกิจแบบมหภาพ และสถานการณ์ SME ไทยในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน เงินกู้ และนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคก้าวไกล รวมถึงแนวทางการจัดตั้ง และยกระดับสมาพันธ์ ให้เป็นสภา SME แห่งประเทศไทย เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินกับรัฐบาล เป็นต้น
ด้านประธานสมาพันธ์ SME ไทย มีข้อสรุปในการนำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาราคาต้นทุน และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน เพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาเป็นนโยบาย รวมถึงการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ด้วยการหากองทุนหรือหาช่องทางให้ SME มีช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมการฟื้นฟู SME ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการยกระดับ SME และแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อ SME โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขตอบโจทย์ และนำไปสู่การตั้งสภา SME ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) และในวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พิธา ยังมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เพื่อเดินสายขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมาว่า พรรคก้าวไกลได้รับการเลือกตั้งในหลายเขตการเลือกตั้งด้วย



