บรรยากาศวันที่สอง (5 เม.ย. 2567) ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เป็นไปด้วยความเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ
โดยไฮไลท์ในช่วงดึกเป็นคิวของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่อภิปรายเป็นคนสุดท้าย ซึ่งเริ่มด้วยการพูดถึงความในใจว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยเสียใจที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร ถึงแม้ว่าจะชนะเลือกตั้งสามารถที่จะรวบรวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งไม่ได้น้อยกว่า 314 เสียงของอีกฝ่าย และไม่เคยเสียใจที่ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน เพราะเชื่อว่ามีความสำคัญต่อระบบประชาธิปไตย
โดยการเป็นฝ่ายค้านสามารถทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้ และสุขภาพของประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันที่ว่ารัฐบาลนั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จแค่ไหน แต่อยู่ที่ฝ่ายค้านนั้นแอคทีฟ (Active) แค่ไหน และทำงานให้กับประชาชนมากน้อยได้เพียงใด
แล้วผมก็ไม่เคยเสียใจด้วยว่า การอภิปราย มาตรา152 ในครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมืองของผม ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นความลับอะไร ทุกคนก็ทราบดีอยู่ว่า ชีวิตทางการเมืองของผมตอนนี้ก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ผมก็พร้อมที่จะเดินจากไปอย่างผู้ชนะ ไม่ได้มีอะไรติดค้างใจต่อไป ยิ่งได้เห็นเพื่อน สส.ที่อยู่รอบล้อมผม ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 1 หรือรุ่น 2 ในการอภิปราย 2-3 วันที่ผ่านมา ผมก็รู้สึกเบาใจ ไม่มีอะไรที่จะต้องค้างคาอีกต่อไป แล้วก็มั่นใจว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพรรคของผม ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค ไม่ว่าจะเป็นการทำลายพรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยของเรานั้นหายลงไป เผลอๆ ยิ่งยุบพรรค ยิ่งทำให้พวกเราไปถึงเส้นชัยได้เร็วมากขึ้นด้วยซ้ำไป
— พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เสียใจ แต่เสียดาย ยิ่งในฟังการชี้แจงของ ครม. ฟังการชี้แจงของรัฐบาลในช่วง 2 วันที่ผ่านมา รู้สึกเสียดายโอกาสของประเทศไทย เสียดายเวลาที่ประเทศไทยที่ต้องเสียไป เสียดายศรัทธาของพี่น้องประชาชน เสียดายที่ส่วนตัวเคยให้คะแนนพรรคจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งจำได้ว่าไม่เคยโหวตพรรคอื่นนอกจากพรรคท่าน แต่มาถึงวันนี้ ความสะเปะสะปะ ไร้ร่องรอย จนฟังแล้วก็ไม่รู้ว่า วาระจริงๆ ของรัฐบาลชุดนี้คืออะไร ไอ้ที่หาเสียงไว้ก็ไม่ทำ ไอ้ที่ทำอยู่ก็ไม่ได้หาเสียง จนรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ “ไร้วาระ” รัฐบาลชุดนี้ไม่มีวาระเป็นของตัวเอง พอไร้วาระ ก็ไร้วิสัยทัศน์ พอไร้วิสัยทัศน์ ก็ไร้ผลงาน จนรู้สึกเสียดายช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พิธาได้อภิปรายถึงภาพรวมในการอภิปราย ซึ่งเนื้อหาคล้ายกับที่สมาชิกพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไปตลอดทั้ง 2 วัน
โดยในช่วงท้าย พิธา ได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาล 3 ข้อ คือ
1\. กอบกู้ภาวการณ์ผู้นำของรัฐบาล ด้วยการปรับ ครม. เอาคนให้ตรงกับงาน ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม เพราะทำงานมา 7 เดือน พอที่จะเห็นภาพว่า ใครมีประสิทธิภาพ ใครรู้จริงในเรื่องทำอยู่
2\. ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะมี Road Map ในสิ่งที่จะทำได้แล้ว
3\. การฟัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของคนที่จะเป็นผู้นำในศตวรรษที่ 21 เพื่อที่จะตอบสนอง ไม่ใช่ฟังเพื่อที่จะตอบโต้ตลอดเวลา เพราะบางที เสียงที่ท่านไม่อยากได้ยินที่สุด ก็คือเสียงที่ประเสริฐที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น 02.03 น. สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณประธานในที่ประชุมและสมาชิกที่ได้ร่วมอภิปราย ตามมาตรา 152 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำหน้าที่ สส. ตามรัฐธรรมนูญ และใช้กระบวนการรัฐสภาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ขณะที่รัฐบาลขอรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ไว้ด้วยความขอบคุณ และจะได้นำข้อห่วงใยเหล่านั้นไปประกอบการพิจารณา ปรับปรุงการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมีความสุข ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
ขณะที่วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกและวิปทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมสรุปผลงานสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 12 ธ.ค. 2566 - 9 เม.ย. 2567 ก่อนอ่านพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุม และสั่งปิดการประชุมในเวลา 02.15 น. ซึ่งรวมเวลาอภิปรายครั้งนี้กว่า 36 ชั่วโมง




