ก.ก.ปลดล็อกโหวตนายกฯ ไม่เสนอ ‘พิธา’ ปาดหน้า ‘เศรษฐา’

25 ก.ค. 2566 - 19:11

  • ‘ก้าวไกล’ ไม่เห็นด้วยให้อำนาจศาล รธน. วินิจฉัยมติรัฐสภา ตีความข้อบังคับฯ ข้อ 41 ขัด รธน. หรือไม่ แนะใช้กลไกสภาฯ หาทางออก ‘โรม’ ชี้เพื่อ ‘ปลดล็อก’ มติสภาฯ เดิม ไม่ใช่หวังเสนอชื่อ ‘พิธา’ ปาดหน้า ‘เศรษฐา’

Pita_Srettha_Move_Forward_Party_Constitutional_Court_SPACEBAR_Thumbnail_06e5ef9842.jpeg
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการประชุม สส.พรรคก้าวไกล ได้หารือถึงแนวทางของพรรคต่อกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ว่าการเสนอชื่อบุคคลเดิมเพื่อให้ที่ประชุมโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถือเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้วขึ้นมาเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน 

โดยเรื่องนี้มี สส.แสดงความเห็นหลายคน สรุปไปในทางเดียวกันว่า พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับมติรัฐสภาดังกล่าว เห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน ไม่เห็นด้วยกับการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพราะเท่ากับทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นพรรคก้าวไกลเห็นว่ากรณีนี้สามารถใช้กลไกสภาฯ ในการหาทางออกได้ ผ่านการเสนอญัตติ ซึ่ง สส. พรรคก้าวไกลจะดำเนินการในการประชุมรัฐสภาครั้งถัดไป  

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า แต่เดิมมีการวาระการประชุม สส.พรรคก้าวไกล เพื่อเตรียมพร้อมประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และวาระที่พรรคก้าวไกลยื่นแก้ ม.272 ให้อำนาจ สว.เลือกนายกฯ แต่สุดท้ายงดการประชุมรัฐสภา ทำให้ไม่สามารถพิจารณาวาระใดๆ ได้เลย ทั้งนี้ทุกฝ่ายพูดตรงกันว่า มีความจำเป็นต้องเลือกนายกฯ เป็นปัญหาประเทศที่ไม่สามารถรอได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่า งดการประชุม ทำให้การพิจารณาเลือกนายกฯ ล่าช้าออกไป เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถึงแม้จะมีการอ้างเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่วาระการประชุมรัฐสภาไม่ได้มีแค่เลือกนายกฯ ทำไมไม่เอาวาระแก้ รธน.ยกเลิก ม.272 มาพิจารณา ซึ่งเราสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ และเป็นการหาทางออกในการที่ สว. ที่ต้องการปิดสวิตช์ตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าออกจากความขัดแย้ง เราสามารถเดินแบบนี้ได้ แต่ทำไมถึงมีการงดประชุม 

ขณะเดียวกัน การที่เรารอคอยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร ทำให้สุดท้ายการเลือกนายกฯ อยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า สุดท้ายศาลจะออกมาอย่างไร นั่นหมายความว่า ทำให้การเลือกนายกฯ ช้าออกไป โดยที่สภาฯ ไม่สามารถหาทางออกของสังคมได้ 

อย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคก้าวไกล เชื่อมั่นการทำงานของสภา ซึ่งการโหวตนายกฯ ที่สุดท้ายจะต้องโหวตพิธาเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 แต่สภาฯ มีมติว่า การยื่นชื่อ พิธา ซ้ำไม่สามารถทำได้ วันนี้ทุกฝ่ายกระจ่ายชัดเจนว่า การตีความเช่นนั้น ไม่ถูกต้อง แม้จะมีการบอกให้พรรคก้าวไกลร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราไม่อยากเห็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐสภาด้วยศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้ว เพราะมีบรรทัดฐานหลายกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซง เพราะมองว่า เรื่องนี้ เราสามารถจัดการกันเองได้ในสภาฯ ซึ่งวันนี้ผู้ตรวจฯเห็นว่า การตีความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นักวิชาการที่มีชื่อเสียงก็เข้าชื่อร้อยกว่าคน จึงกระจ่างอย่างชัดเจนว่า การตีความครั้งนั้นที่สภาฯ มีมติไป ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พรรคก้าวไกลจึงเสนอทางออกให้กับสังคม  

รังสิมันต์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา พบว่าเราสามารถยื่นญัตติขอให้สภาทบทวนการมีมติที่เคยมีไปแล้ว ซึ่งสภาฯ สามารถทบทวนได้ อะไรที่ปฏิบัติผิดไป สามารถทบทวนได้เสมอ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของสภาฯ ที่ต้องมีมติและข้อวินิจฉัยที่แตกต่างออกไป  

ดังนั้นการประชุมรอบต่อไป จะหารือกับประธานรัฐสภา และยื่นญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว และหากปรากฎว่า สภาฯ เห็นด้วยกับญัตติที่พรรคก้าวไกลเสนอ ก็จะเป็นการปลดล็อกทำให้การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ผูกพันกับมติเดิมอีกต่อไปนั้น นั่นหมายความว่า สามารถเสนอชื่อซ้ำได้ 

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกล ยังมีความคิดที่จะเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซ้ำหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เราชัดเจนว่า ให้พรรคเพื่อไทยในการเสนอบุคคลที่มีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าใจว่าเป็น เศรษฐา ทวีสิน แต่การเสนอของพรรคก้าวไกล เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเป็นการเสนอเพื่อปลดล็อกสิ่งที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในสภาฯ อย่าปล่อยให้เป็นมาตรฐานแบบนี้ยาวนาน เราสามารถทางออกเองได้ สภาฯ ไม่จำเป็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราสามารถดำเนินการเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อถามว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องตอกย้ำความผิดพลาดที่ยกเก้าอี้ประธานสภาฯ ให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ณ ตอนนั้นมีความเห็นเรื่องคนที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายนำไปสู่การถอยคนละก้าว และให้วันมูหะมัด เข้ามาเป็นประธานสภาฯ และวันมูหะมัดก็ตั้งใจจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตนไม่ขอวิจารณ์ว่าการทำหน้าที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ประชาชนก็พิจารณา แต่ยืนยันว่า การที่เรานำเสนอแบบนี้ จะเป็นทางออกให้กับทุกฝ่าย เพื่อกลับคืนสู่หลักการที่ถูกต้อง  

เมื่อถามว่า หากทบทวนมติดังกล่าว และที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่ชอบ เรื่องที่ผู้ตรวจฯ ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะถือว่า ตีตกไปหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาข้อกฎหมาย และช่องทางนี้เราต้องเร่งทำ  

เมื่อถามว่า หากเสนอชื่อ พิธา เป็นนายกฯ ซ้ำได้ พรรคก้าวไกลจะกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องไปดำเนินการเลือกนายกฯ ก่อน สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ต้องไปคุยกัน 8 พรรค โดยหลักการที่อยากเห็นคือการเดินหน้าตามมติของประชาชน เราทำหน้าที่แทนประชาชน เมื่อประชาชนเลือกตั้งกันแล้ว อย่าให้ประชาชนต้องพูดว่า เลือกไปทำไม เลือกไม่มีอะไรเปลี่ยน อย่าให้ออกมาเป็นแบบนั้นเลย  

ดังนั้น สุดท้ายใน 8 พรรคต้องคุยกัน และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แน่นหนา เชื่อว่า ตราบใดที่ 8 พรรคแน่นหนา บทบาทวุฒิสภาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะ ม.272 เป็นมาตรการชั่วคราว ถึงเวลาก็หมดไป ความหมายของตน ไม่ได้บอกว่า ต้องรอ 10 เดือน แต่ถ้า 8 พรรคเราเข้มแข็งเพียงพอ ถึงที่สุด ฝ่ายที่พยายามทำให้เราแตกแยก ใช้กลไกจับข้ามขั้ว จะไม่มีทางเกิดขึ้น และรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สุดท้ายฝ่ายที่คิดอะไรแบบนี้ก็ต้องยอมเสียงของประชาชน 

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุ ให้ก้าวไกลถอยออกไป เมื่อเพื่อไทยได้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว อาจจะนำก้าวไกลมาจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น รังสิมันต์ กล่าวว่า ก็เป็นความเห็น และตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบแทนทุกพรรคได้ สุดท้ายก็ต้องพูดคุยกันใน 8 พรรคร่วมว่าจะดำเนินการอย่างไร ตอนนี้ก็ให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ต้องมีการพูดคุย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์