ยืนยันขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน

23 พ.ค. 2566 - 19:36

  • ‘พิธา’ ยืนยันขึ้นค่าแรง 450 บาทต่อวัน ตามนโยบายที่หาเสียงไว้

  • พร้อมแพ็กเกจบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ

  • เผยเห็นตรงกับ ส.อ.ท. หลายประเด็น ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน ถึงการปรับปรุงกฎระเบียบ

Pitha_confirmed_the_minimum_wage_increase_as_campaigned_SPACEBAR_Hero_6239071576.jpeg
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ถึงแม้ภาคธุรกิจและตลาดทุนอาจกังวลกับความล่าช้าในการรับรองผลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และท่าทีของ ส.ว. แต่ตนและพรรคก้าวไกล เริ่มทำงานทันทีด้วยการเดินสายพูดคุยกับประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 

โดยช่วงเช้า ตนและคณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล (Transition team) ของพรรคก้าวไกล ได้ร่วมประชุมหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในหลายประเด็น และหลังจากนี้ จะเดินสายพบกับกลุ่มอื่นๆ ต่อไป เช่น ตัวแทน SMEs, แรงงาน, ธุรกิจท่องเที่ยว, เกษตรกร, นักเรียนนักศึกษา, เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน 

พิธา กล่าวด้วยว่า ในการพูดคุยกับสภาอุตสาหกรรมฯ ประเด็นเรื่องค่าแรงเป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อที่หยิบมาพูดคุยกัน โดยสภาอุตสาหกรรมฯ เห็นตรงกับพรรคก้าวไกลว่า เราจำเป็นต้องมองภาพระยะยาวไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาหลายด้านไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการต้นทุนพลังงาน การยกระดับทักษะแรงงาน การช่วยเหลือส่งเสริม SME การพัฒนาอย่างยั่งยืน การปรับปรุงกฎระเบียบลดใบอนุญาต ตลอดจนการจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม หัวข้อทั้งหมดนี้ ตนและสภาอุตสาหกรรมฯ เห็นตรงกันว่า ต้องออกแบบให้ครบวงจรและประสานงานข้ามกระทรวงให้ได้ ซึ่งพรรคก้าวไกลยืนยันว่า มีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ 

พิธา ยืนยันว่า พรรคก้าวไกลเห็นความจำเป็นในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และในรัฐบาลใหม่จะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามที่หาเสียงไว้อย่างแน่นอน โดยจะนำค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจมาพิจารณา พร้อมกันนี้ต้องมีแพ็คเกจนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อ SME โดยยืนยันว่า หัวใจสำคัญในระยะยาว คือการปรับระบบค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทุกปีโดยอัตโนมัติ ตามร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่จะนำเสนอโดยพรรคก้าวไกล เชื่อมั่นว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างเป็นระบบ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคนทำงานที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และฝั่งผู้ประกอบการจะสามารถควบคุมต้นทุนของตัวเองได้ 

“การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชนจะมีแน่นอน และเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นที่มีนโยบายค่าแรงจะเห็นด้วย โดยพรรคก้าวไกลเคยเสนอว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 450 บาทต่อวัน หลังจากนี้ เราจะเดินหน้ารับฟังความเห็นจากคนทุกกลุ่มอย่างรอบคอบ เพื่อหาข้อสรุปและนโยบายสนับสนุนการปรับตัวที่เหมาะสม” พิธา ระบุ 

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังกล่าวถึงประเด็นบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) และนโยบายที่พรรคก้าวไกล จะผลักดันว่า นโยบายที่อยู่ใน MOU คือวาระร่วมกันขั้นต่ำที่พรรคก้าวไกล และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นจะทำร่วมกัน ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลก็มีวาระเฉพาะที่พร้อมผลักดันต่อด้วยกลไกฝ่ายบริหารและกลไกรัฐสภา ทั้งนี้ การเซ็น MOU ร่วมกันระหว่าง 8 พรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นนิมิตรหมายอันดี ว่าการเปลี่ยนผ่านกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเป็นไปโดยสันติ ซึ่งพรรคก้าวไกลขอยืนยันว่า จะขับเคลื่อน 300 นโยบายที่สื่อสารกับประชาชนเอาไว้ก่อนเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด ภายใต้บริบทของรัฐบาลผสมที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ 

“สิ่งที่พรรคก้าวไกล จะทำ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.วาระร่วมที่ระบุใน MOU ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน และพร้อมผลักดันร่วมกันผ่านอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้ ในอนาคตก็อาจมีการเพิ่มเติมวาระร่วมอื่นเข้าไปได้อีก หากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทุกพรรคเห็นตรงกัน 2.วาระนโยบายเฉพาะของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นวาระที่ไม่อยู่ใน MOU แต่เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกล เห็นว่าจำเป็นกับประเทศและพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็มที่ โดยตั้งต้นจากกรอบ 300 นโยบายส่วนที่ยังไม่ได้อยู่ใน MOU โดยจะผลักดันทั้งผ่านกลไกอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี อำนาจของรัฐมนตรีในกระทรวงที่มีตัวแทนจากพรรคก้าวไกล และเจรจากับรัฐมนตรีที่มีตัวแทนมาจากพรรคอื่น และผลักดันผ่านกลไกอำนาจนิติบัญญัติ ได้แก่ร่างกฎหมายก้าวไกล 45 ฉบับ ซึ่งบางเรื่องปรากฏใน MOU แล้ว” พิธา ระบุ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์