‘พิธา’ เคลียร์ปมนายประกัน ‘ตะวัน’ ปัดหนุนหลังป่วนขบวนเสด็จฯ

10 ก.พ. 2567 - 17:30

  • ‘พิธา’ เคลียร์ปมเป็นนายประกันให้ ‘ตะวัน’ ปัดหนุนหลังเคสป่วนขบวนเสด็จ

  • วอนสังคมตั้งสติ เตือนผลักคนรุ่นใหม่ออก ไร้ผลดี ซ้ำสร้างความแตกแยก

  • แนะรัฐบาลผุด ‘แผนสอง’ ชี้การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องใช้ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ อย่างเดียว

Pitha_explains_case_of_being_guarantor_for_Tawan_SPACEBAR_Hero_7dc49635f1.jpg

หลังเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีเป็นนายประกันให้ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ‘ตะวัน’ นักกิจกรรมทางการเมือง ดังนั้น ในระหว่างลงพื้นที่เยาวราช ผู้สื่อข่าวจึงถือโอกาสถามเรื่องนี้กับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเจ้าตัวชี้แจงว่า

ผมคิดว่าไม่สำคัญ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองและคนไทยคนหนึ่ง ก็กังวลถึงสถานการณ์บ้านเมืองและอนาคตของคนรุ่นใหม่ด้วย จึงอยากเชิญชวนทุกคนตั้งสติ เข้าใจว่ามีหลายฝ่ายไม่สบายใจ กังวลใจ และต้องการความเข้าใจ ตนก็อยากให้ทุกฝ่ายคลี่คลายสถานการณ์ไม่ให้แตกร้าวไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การผลักเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกไปไม่น่าจะเป็นผลดีต่อภาพรวม จึงอยากจะให้ร่วมมือกันหาทางออก ยํ้าว่า ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกล โดยเฉพาะพิธา สนับสนุนพฤติกรรมของเยาวชนกรณีขบวนเสด็จหรือไม่ พิธา กล่าวว่า คงไม่ใช่สนับสนุน ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับนายประกัน เป็นเรื่องสิทธิการประกันตัว ต้องแยกเป็นกรณี ควรใช้ความละมุนละม่อม หาทางออกร่วมกันเพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

เมื่อถามย้ำจุดยืนของ พิธา ต่อการกระทำของทานตะวัน เจ้าตัวกล่าวว่า “กังวลใจ แต่เข้าใจ”

เมื่อถามถึงความคิดเห็นกรณีที่ กลุ่มทะลุวังและนักกิจกรรมอิสระ นำโดย ทานตะวัน ไปจัดกิจกรรมทำโพลเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม แล้วเกิดปะทะกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นั้น พิธา กล่าวว่า รู้สึกกังวล ทุกฝ่ายควรตั้งสติและทุกภาคส่วนของสังคมต้องช่วยกันหาทางออกจากความขัดแย้งในเรื่องนี้

ส่วนจะมีการยื่นประกันตัวกลุ่มเยาวชนในคดีมาตรา 112 หรือไม่ เพราะในพรรคก้าวไกล ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยก สิทธิในการประกันตัวทุกคนมีสิทธิที่จะถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน ส่วนการอารักขาบุคคลสำคัญของประเทศก็เป็นอีกเรื่อง แต่การแสดงออกก็เป็นอีกเรื่องเช่นกัน อย่าไปผูกรวม จะทำให้แก้สถานการณ์ไม่ได้และแตกแยก ไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย

Pitha_explains_case_of_being_guarantor_for_Tawan_SPACEBAR_Photo02_8de196a976.jpg

แนะรัฐบาลต้องมี ‘แผนสอง’ การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องใช้ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เพียงอย่างเดียว เปรียบ ‘อย่าเอาไข่ใส่ในตะกร้าใบเดียว’

เมื่อถามถึงประเด็นโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ที่ภายหลังคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ข้อเสนอแนะมานั้น

พิธา ก็มองว่า หลักการสำคัญในการดำเนินนโยบายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ของเขา รัฐบาลก็มีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ควรให้องค์กรอิสระมาควบคุมการทำงานของคนที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน มองว่ารัฐบาลต้องหาทางออกหรือมีแผนสองในเรื่องนี้ ที่เศรษฐกิจซึม และมีความลำบากที่แตกต่างกันไป

อย่างเช่น ธุรกิจเอสเอ็มอีในถนนเยาวราชก็จะมีปัญหาสภาพคล่องกันมาก เพราะมีเรื่องของสินค้าและทุนจีนเข้ามา หากจะวิเคราะห์เศรษฐกิจให้เห็น จะเห็นได้ว่า ไตรมาศที่ผ่านมา เรามีรายได้จากการท่องเที่ยว แต่รายได้ลดลง แม้นักท่องเที่ยวจะกลับมาจำนวนมาก ภาคส่งออกลดลง การใช้จ่ายของรัฐบาลลดลง ถ้าหากเราแก้ให้ถูกจุด ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจใดตรงจุด อย่าเอาไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียว ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เท่านั้น คิดว่าไม่ได้เป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดี

ย้ำว่า รัฐบาลต้องมีแผนสองได้แล้ว ว่าจากกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร คิดว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ มีความละเอียดอ่อน ต้องลงรายละเอียดมากๆ และอย่าดูถูกการกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างขึ้นบน เล็กๆ น้อยๆ ที่อาจใช้รวมกันแล้วแก้ถูกจุด ใช้งบประมาณเหมาะสม และสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ อย่ามองแต่บนลงล่างอย่างเดียว ส่วนการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ต ในสัปดาห์หน้าจะมีผลอย่างไร คงต้องรอดูการพิจารณาของรัฐบาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์