อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดา เกาหลี บรูไน และคาดว่า รวมถึงญี่ปุ่นด้วย และคาดว่า จะได้เจอ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งลำดับที่นั่ง ตัวอักษรในการนั่ง T (Thailand) และ U หรือ (United States) น่าจะนั่งติดกัน ล้วนและเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ มีโอกาสเจอผู้นำจีนเพื่อพูดคุยเรื่องแร่แรเอิร์ธ หลังมีความกังวลว่า ประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา ได้เจอนายกฯ ของประเทศจีน ซึ่งก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้เยอะ เช่นที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทย จำนวน5แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
ส่วนจะเจอผู้นำประเทศเกาหลีใต้เพื่อหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า เราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่า ไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ ซึ่งมันคุกคามไปทั่วโลกแล้ว อย่างวันนี้ทูตอินเดียประจำประเทศไทยก็จะหารือกับ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราก็ไปช่วยชาวอินเดียจากฝั่งแม่สอดเข้ามาเกือบ 500 คน หลังจากประเทศอินเดียขอความร่วมมือประเทศไทยมา ซึ่งเขาไม่อยากเป็นภาระกับเราก็ขอให้ประเทศไทยเร่งตรวจสอบคดีต่างๆ และเขาจะส่งเครื่องบินมารับคนของเขากลับภูมิลำเนา ถือเป็นความร่วมมือกันที่ทำให้การปราบปรามการกระทำเหล่านี้ได้ยกระดับขึ้นไป
ขณะเดียวกัน ที่ประเทศกัมพูชาก็จะมีการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยร่วมมือกันมาก่อน แต่พอมีปัญหาก็เลิกกันไป ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏอยู่ในข้อสามของบันทึกข้อตกลงปฏิญญา ไทยกัมพูชาที่ลงนามที่ประเทศมาเลเซีย
ทั้งนี้ กำหนดการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน
ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีเอเปค เพื่อแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก พร้อมย้ำการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยม ที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการผลักดันสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปรับตัวต่อโครงสร้างประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน
สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในวันที่ 31 ต.ค. หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก และ ช่วงที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” ที่ไทยจะเสนอแนวทางเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค ประจำปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” , การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และการพบหารือกับ US - APEC Business Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึง การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจสำคัญ และเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค
ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Connect – Innovate – Prosper เพื่อมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 1.ปฏิญญาคยองจูของผู้นำเอเปค ครั้งที่ 32 2.ข้อริเริ่มเอเปคด้านปัญญาประดิษฐ์ (APEC AI Initiative) 3.กรอบความร่วมมือรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในภูมิภาค 4.ถ้อยแถลงผู้นำว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และ 5.ถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36
ส่วนเรื่องการจัดงานประเพณีลอยกระทงที่บางจังหวัดมีปัญหาในเรื่องการยกเลิกจัดงานนั้น อนุทิน กล่าวว่า ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีการทำหนังสือชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อทำความเข้าใจกับส่วนราชการแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการยกเลิกการจัดงาน
สำหรับกรณีที่คนออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดงานตามประเพณีที่ควรอนุรักษ์ไว้ ที่อย่างน้อยก็เป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องของกิจกรรมการเทิดพระเกียรติเราก็ทำโดยตลอด ไม่ใช่ทำแค่ในช่วงของงานพระราชพิธีพระบรมศพเท่านั้น ซึ่งมีโอกาสใดที่จะต้องจัดงานเฉลิมพระเกียรติ อย่างวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 9 เราก็ยังคง ให้มีการจัดกิจกรรมเหล่านั้นอยู่ ส่วนในเรื่องของการดำเนินการอะไรต่างๆ ก็มีวิธีในการประกาศ เนื่องจากเราอยู่ในช่วงไว้อาลัย ก็ขอให้ทุกคนได้พิจารณาการแสดงออกต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้แต่ในสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการจัดคอนเสิร์ต Blackpink ก็สามารถดำเนินการได้อย่างสวยงาม โดยทุกคนให้เกียรติ
เมื่อถามว่า แต่ในส่วนราชการดูเหมือนว่ายังปัญหาในเรื่องการจัดงาน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อย่าพึ่งแต่เลย มันไม่มีหรอกครับ เดี๋ยวจัดการกันเอง โดยเฉพาะในส่วนราชการจัดการได้อยู่แล้ว เพราะเรามีมาตรการ มีแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงราชการ
นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังกล่าวถึงกรณีทหารเริ่มพูดคุยเรื่องการถอนกำลัง ออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายในกรอบระยะเวลา 3 สัปดาห์ จะต้องมีการกำชับอะไรหรือไม่ว่า ให้ฝ่ายความมั่นคงได้คุยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีแนวทางตามปฏิญญาร่วมกันไปแล้ว ดังนั้น การพูดคุยจะมีผลออกมาอย่างไร ก็ขอให้ฝ่ายความมั่นคงพูดคุยกันก่อน ไม่ควรพูดอะไรไปก่อน แต่ยืนยันได้ว่า คู่เจรจาจะต้องดำเนินการพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาทิศทางก็ดี จนถึงวันนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมาย
อนุทิน ยังกล่าวต่อด้วยว่า เมื่อคืนนี้ได้มีการพูดคุยหารือกับพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. และรองเสนาธิการทหาร ซึ่งเป็นคนที่เข้าไปร่วมประชุม GBC และร่างปฏิญญาร่วม ทุกคนก็ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ส่วนที่ชาวบ้านชายแดนมีความกังวล การลงนามสันติภาพ จะทำให้ไทยเสียเปรียบ อนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่ประกอบอาชีพ หาเลี้ยงตัวเองมา ตั้งแต่จบการศึกษา ยังไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองทำให้องค์กรที่สังกัดอยู่เสียเปรียบ ตรงกันข้าม มีความชำนาญพอสมควรในด้านการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า หรือความเมือง และบางครั้งก็ทำได้มากกว่าที่คาดหวัง แต่จะยึดหลักคู่เจรจาต้องได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเทคนิคของตัวเอง อธิบายไม่ได้
“เท่าที่พอจำความได้ ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน”
— อนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่าตอนนี้ประชาชนไม่ไว้ใจกัมพูชา อนุทิน ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์




