มั่นใจ! คุณสมบัติ ‘พิชิต’ ไม่กระทบรัฐบาล

3 พ.ค. 2567 - 10:18

  • ‘นายกฯ’ มั่นใจคุณสมบัติ ‘พิชิต’ ไม่กระทบรัฐบาล ยันให้ความสำคัญมาตรฐานจริยธรรมคนที่จะเป็น รมต. ชี้หากจำเป็นต้องส่ง ศาล รธน. ตีความก็ต้องทำ ย้ำยึดกฎหมาย

  • ยืนยัน จริงใจแก้ปัญหาโรงงานสารเคมีรั่วไหล ประสาน ‘หน่วยมั่นคง’ ตรวจสอบปมวางเพลิงกลบหลักฐานหรือไม่ อย่าเพิ่งเหมารวมผู้ประกอบการไม่แคร์สิ่งแวดล้อม ตอบปม ‘อธิบดีโรงงาน’ ลาออก ถ้าตามงานสั่งงานคือการกดดัน ก็คือ ‘กดดัน’ เพราะเราเน้นเนื้องานเป็นหลัก ข้องใจจุดจบโรงงานสารเคมีสุดท้ายไปอยู่ที่ ‘เพลิงไหม้’ บี้เอาผิดนายทุน

  • เตรียมผุดรายการ นายกฯ พบประชาชน บอกเป็นการคุยสบายๆ เป็นกันเอง เคาะแถลงถกงบปี 68 4-6 มิ.ย. นี้

pm_interview_3may2024_SPACEBAR_Hero_a3eb872539.jpg

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการยื่นหนังสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีของ พิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ก็ต้องติดตามตามขั้นตอน แต่ก็ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีทุกคน ผ่านคณะกรรมกการกฤษฎีกา ไปแล้ว 

ส่วนที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องของขั้นตอน แต่หากจำเป็นก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า จากคดีของพิชิต ทำให้มีการตั้งคำถามเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมของคนที่จะเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เศรษฐา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ก็ต้องให้โอกาสกับคนที่ถูกพาดพิงด้วย

เมื่อถามย้ำว่า เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ กังวลหรือไม่ว่า จะทำให้เรื่องนี้มีผลกระทบต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อตนเองในฐานะที่เป็นผู้เสนอชื่อพิชิต เป็นรัฐมนตรี และหากจะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบตนเองในเรื่องนี้ ก็ให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคเพื่อไทย หมายมั่นปั้นมือ แต่ตอนนี้ไปอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคพลังประชารัฐทั้งหมด ว่า อย่าไปดูว่าเป็นกระทรวงของใครหรือพรรคใด หรือใครเป็นรัฐมนตรี เราทำงานเป็นพรรคร่วมทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีการประสานงานและพูดคุยกันตลอด ระหว่างรัฐมนตรี และสส.พื้นที่ ก็มีการพูดคุยขอร้องและแจ้งให้ทราบถึงปัญหา รวมถึงโครงการที่จะเดินหน้า เราเป็นรัฐบาลเดียวกัน ทำเพื่อประชาชน ไม่อยากให้มองแยกเป็นพรรคไหน และมั่นใจว่านโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศไว้จะสำเร็จอย่างแน่นอน

เศรษฐา ยังกล่าวถึงกรณีที่อธิบดีกรมโรงงานลาออกว่า ได้รับทราบจากสื่อมวลชน ซึ่งเมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมาพูดคุยและได้เน้นเรื่องงานว่า อย่างไรงานต้องเดิน แต่ไม่ได้พูดคุยกับอธิบดีกรมโรงงานหรือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมโดยตรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี 

เมื่อถามว่า เขาใช้เหตุผลว่า ถูกกดดันการทำงาน นายกรัฐมนตรี ย้อนถามว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่า การกดดันคืออะไร แต่หากเป็นเรื่องของการตามงาน การสั่งงาน การให้ความสำคัญกับปัญหา ถ้าถือว่าเป็นการกดดัน ก็คือ กดดัน เพราะส่วนตัวมองอีกแบบหนึ่ง มองว่า เราเน้นเนื้องานเป็นหลัก 

เมื่อถามว่า มีการเชื่อมโยงไปถึงวันที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดระยองและได้มีการตำหนิอธิบดีกรมโรงงานตรงนั้น เศรษฐา กล่าวว่า “ก็ชัดเจน ก็ตามนั้นครับ” 

เมื่อถามปัญหาเรื่องสารเคมี ขณะนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก ใช่เวลาที่ลาออกหรือไม่ เศรษฐา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับลาออกหรือไม่ลาออก แต่เชื่อว่า เป็นเรื่องของเนื้องานมากกว่า ที่ต้องพยายามตามถึงรากฐานของปัญหาจริง แล้วมันเชื่อมโยงกันหรือไม่ กับปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายโรงงานขณะนี้ เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ก็ได้มีการพูดคุยกันและให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไปช่วยดูตรงนี้ด้วย

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ จำเป็นต้องดึงฝ่ายความมั่นคงเข้ามาด้วย เพราะหากมีการวางเพลิงเพื่อกลบหลักฐาน ก็จะถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง เศรษฐา กล่าวว่า แน่นอน เพราะเมื่อวานนี้ ก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีเรื่องนี้ และการสนทนาส่วนมากก็เป็นเรื่องนี้ทั้งหมด และส่วนตัวก็ได้ต่อสายถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้ว

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีมาตรการอะไรที่จะทำให้ผู้ประกอบการแคร์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายกฯ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปไกลถึงการไม่แคร์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมีหลายผู้ประกอบการให้ความสำคัญ แต่ต้องดูความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นกรุ๊ปเดียวกัน บุคคลเดียวหรือไม่ 

นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า ส่วนตัวให้ความสำคัญและจริงจังใจต่อการแก้ปัญหาโรงงานเก็บสารเคมี ทั้งจากการลงพื้นที่ การสั่งการ และติดตามงานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ลงพื้นที่ตลอด และเมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) รัฐมนตรีก็ขอเข้าพบตนเองเพื่อขอความช่วยเหลือด้านความมั่นคง ตรงนี้ ส่วนตัวว่าชัดเจน 

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดรายการนายกฯ พบประชาชน ซึ่งมีรายงานว่าจะมีกำหนดจัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะมีการพูดคุยกับประชาชนผ่านทางสถานีโทรทัศน์ NBT สถานีวิทยุ อสมท. ช่องทางโซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 11 พฤษภาคมว่า ไม่แน่ใจว่าจะใช้ชื่อรายการว่าอะไร แต่จะเป็นการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะต้องพิจารณาอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ในช่วงการเตรียมการ ส่วนจะเป็นการจัดนอกสถานที่หรือไม่นั้นจะมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ให้เกิดความน่าเบื่อ เพราะส่วนตัวก็มีการลงพื้นที่อยู่เรื่อยๆ แล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งลักษณะรายการจะเป็นการพูดคุยแบบสบายๆ เป็นกันเอง และยังไม่ทราบว่าจะเป็นรายการสดหรือการบันทึกเทป ขอให้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการก่อน

ส่วนมีการส่งสัญญาณไปยังสภาเพื่อกำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 หรือไม่ นายกฯ ว่า คาดว่าจะมี การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาและแถลงราววันที่ 4-6 มิถุนายน 2567 ซึ่งถือว่าเป็นวาระพิเศษ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์