พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของบประมาณเพื่อดำเนินโครงการจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.อุ้มหาย) โดยย้ำว่า จำเป็นต้องมีการจัดหาอุปกรณ์ให้กับตำรวจ เพื่อจะได้สอดคล้องกับกฏหมายที่ออกไป ไม่อย่างนั้นเขาจะทำงานไม่ได้
ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมส่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ให้สภาฯ พิจารณาอีก 2-3 วัน แต่ต้องดูว่าสภาฯ จะพิจารณาทันหรือไม่ ส่วนจะมีการเปิดประชุมสภาฯ ในสมัยวิสามัญหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะยุบสภาฯ เมื่อไหร่ เพราะถ้าจะยุบสภาฯ แล้ว เราก็จะไม่ไปเสนอซ้อน จะทำให้วุ่นวายยุ่งยาก ทั้งนี้ หาก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ได้เข้าพิจารณาในสภาฯ ในวันที่ 28 นี้ ก็จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงเมื่อมีสภาฯ ชุดใหม่หลังการเลือกตั้งก็ต้องนำเข้า
วิษณุ ยืนยันว่า สาเหตุที่ไม่รีบให้สภาฯ เห็นชอบ ไม่ใช่เพราะต้องการปล่อยเกียร์ว่างและรอให้ทำในรัฐบาลหน้า แต่เพราะ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีอยู่แล้ว และไม่ได้เกี่ยวกับเกียร์ว่าง เพราะก็ปฏิบัติตามแบบเก่าก่อนที่จะมีกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะจับก็ต้องมีหมายจับ ขาดอย่างเดียวคือเรื่องถ่ายรูป
“แต่ก่อนเราถูกจับก็ไม่เคยถูกถ่ายวีดีโอ แต่วันนี้ตำรวจได้เสนองบประมาณ 444 ล้านบาท เพื่อซื้อกล้องวีดิโอตัวละ 9,000 บาท โดย ครม. บอกว่า ให้ประมูลระบบ e-bidding ไม่ให้ซื้อเฉพาะเจาะจง และกล้องทั้งประเทศก็มีไม่เท่ากับจำนวนที่เขาต้องการในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ก็ได้ขอให้ตำรวจใช้กล้องมือถือไปพลางก่อน” วิษณุ ระบุ
ทั้งนี้ นุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 444.81 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียงตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยจะจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียง จำนวน 48,568 ชุด แบ่งเป็น 3 รายการ ได้แก่
- กล้องบันทึกภาพและเสียงชนิดติดบนตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 37,624 ชุด งบประมาณ 338.62 ล้านบาท สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กลุ่มสายงาน ได้แก่ สายงานป้องกันปราบปรามและสายงานจราจร จำนวน 16,945 ชุด และสายงานสืบสวนสอบสวน จำนวน 20,679 ชุด (ซึ่งได้รับการจัดสรรเป็นครั้งแรก)
- กล้องบันทึกภาพและเสียงแบบมือถือ พร้อมอุปกรณ์เพื่อใช้ในห้องสอบสวนและห้องควบคุม จำนวน 9,366 ชุด งบประมาณ 93.57 ล้านบาท สำหรับสถานีตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 1,484 สถานี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 77 หน่วยงาน
- กล้องบันทึกภาพและเสียงชนิดติดตั้งภายในรถยนต์ จำนวน 1,578 ชุด งบประมาณ 12.62 ล้านบาท สำหรับติดตั้งในรถยนต์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค 1-9
เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2566) บัญญัติให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงผู้ต้องหาตั้งแต่เริ่มดำเนินการควบคุมตัว ผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปฏิบัติการทุกนายใช้ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยเร่งด่วนและทันที
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงการดำเนินการจัดหา ต้องดำเนินการให้ทุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ตกแก่บุคคลใด สำหรับหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้อง ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ให้เร่งจัดลำดับความจำเป็นด้วย
ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมส่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ให้สภาฯ พิจารณาอีก 2-3 วัน แต่ต้องดูว่าสภาฯ จะพิจารณาทันหรือไม่ ส่วนจะมีการเปิดประชุมสภาฯ ในสมัยวิสามัญหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะยุบสภาฯ เมื่อไหร่ เพราะถ้าจะยุบสภาฯ แล้ว เราก็จะไม่ไปเสนอซ้อน จะทำให้วุ่นวายยุ่งยาก ทั้งนี้ หาก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ได้เข้าพิจารณาในสภาฯ ในวันที่ 28 นี้ ก็จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงเมื่อมีสภาฯ ชุดใหม่หลังการเลือกตั้งก็ต้องนำเข้า
วิษณุ ยืนยันว่า สาเหตุที่ไม่รีบให้สภาฯ เห็นชอบ ไม่ใช่เพราะต้องการปล่อยเกียร์ว่างและรอให้ทำในรัฐบาลหน้า แต่เพราะ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีอยู่แล้ว และไม่ได้เกี่ยวกับเกียร์ว่าง เพราะก็ปฏิบัติตามแบบเก่าก่อนที่จะมีกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะจับก็ต้องมีหมายจับ ขาดอย่างเดียวคือเรื่องถ่ายรูป
“แต่ก่อนเราถูกจับก็ไม่เคยถูกถ่ายวีดีโอ แต่วันนี้ตำรวจได้เสนองบประมาณ 444 ล้านบาท เพื่อซื้อกล้องวีดิโอตัวละ 9,000 บาท โดย ครม. บอกว่า ให้ประมูลระบบ e-bidding ไม่ให้ซื้อเฉพาะเจาะจง และกล้องทั้งประเทศก็มีไม่เท่ากับจำนวนที่เขาต้องการในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ก็ได้ขอให้ตำรวจใช้กล้องมือถือไปพลางก่อน” วิษณุ ระบุ
ทั้งนี้ นุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 444.81 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียงตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยจะจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียง จำนวน 48,568 ชุด แบ่งเป็น 3 รายการ ได้แก่
- กล้องบันทึกภาพและเสียงชนิดติดบนตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 37,624 ชุด งบประมาณ 338.62 ล้านบาท สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กลุ่มสายงาน ได้แก่ สายงานป้องกันปราบปรามและสายงานจราจร จำนวน 16,945 ชุด และสายงานสืบสวนสอบสวน จำนวน 20,679 ชุด (ซึ่งได้รับการจัดสรรเป็นครั้งแรก)
- กล้องบันทึกภาพและเสียงแบบมือถือ พร้อมอุปกรณ์เพื่อใช้ในห้องสอบสวนและห้องควบคุม จำนวน 9,366 ชุด งบประมาณ 93.57 ล้านบาท สำหรับสถานีตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 1,484 สถานี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 77 หน่วยงาน
- กล้องบันทึกภาพและเสียงชนิดติดตั้งภายในรถยนต์ จำนวน 1,578 ชุด งบประมาณ 12.62 ล้านบาท สำหรับติดตั้งในรถยนต์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค 1-9
เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2566) บัญญัติให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงผู้ต้องหาตั้งแต่เริ่มดำเนินการควบคุมตัว ผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องจัดหากล้องบันทึกภาพและเสียง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปฏิบัติการทุกนายใช้ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยเร่งด่วนและทันที
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงการดำเนินการจัดหา ต้องดำเนินการให้ทุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ตกแก่บุคคลใด สำหรับหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้อง ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ให้เร่งจัดลำดับความจำเป็นด้วย





