พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดการทำประชามติเพื่อขอแยกจังหวัดปัตตานี เป็นรัฐเอกราช ว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบ พร้อมย้อนถามสื่อมวลชนว่า “ในความคิดของเรามันถูกมั้ยล่ะ มันทำได้มั้ย”
ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ส่วนเมื่อถามว่าจะ ‘ตัดไฟต้นลม’ ได้อย่งไร เพราะมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จึงตอบว่า เป็นหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ในการติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่อยากให้สถานการณ์กลับไปที่เดิม ซึ่งก็คือความรุนแรง เกิดขึ้นในพื้นที่ และมุ่งหมายรักษาสถานการณ์ไว้ไห้ได้ เช่น การพูดคุยสันติสุข ก็มีคณะพูดคุยอยู่แล้ว ภายใต้กรอบประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน
“ตอนนี้ ที่มีปัญหาคือการจัดตั้งรัฐบาลให้สมบูรณ์แล้วเสร็จ สุดแล้วแต่ว่าใครจะเป็น ที่เราทำมาหลายปีก็ทำให้ทุกอย่างไปสู่ความสงบเรียบเรียบมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการพัฒนา และรักษาความปลอดในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ฉะนั้น การพูดคุย เป็นการพูดคุยสันติสุข ไม่ใช่การเจรจาสันติภาพ เพราะเราไม่ได้รบกัน ใช้คำให้มันถูกต้อง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าได้เรียกมาหารือในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ในหลายๆ เรื่อง โดยได้กำชับไปทั้งหมดที่มีข้อร้องทุกข์ หรือเรียกร้องมา ต้องหาวิธีแก้ปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งเราต้องร่วมมือกัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและผู้ที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเรื่องส่วยรถบรรทุก ตนเคยบอกไปแล้วว่า หากประชาชนออกมาช่วยกันแบบนี้ ร้องทุกข์กล่าวโทษเราก็จะดำเนินการให้ ไม่ได้ไปเบี่ยงเบนประเด็นอะไร
“วันนี้ต้องมาดูว่า ทำความผิดหรือเปล่า ถ้าตัวเองทำความผิดแล้วไปเรียกเสนอผลประโยชน์ หรือเขาเรียกแล้วให้เขาก็ผิด โดยได้สั่งการให้ตรวจสอบให้ชัดเจนขึ้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ให้เข้มงวดน้ำหนักรถบรรทุก หากผิดถูกจับทุกคัน ตำรวจที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกลงโทษ ในทางอาญาก็ต้องว่ากันไป” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ส่วนเมื่อถามว่าจะ ‘ตัดไฟต้นลม’ ได้อย่งไร เพราะมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จึงตอบว่า เป็นหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ในการติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่อยากให้สถานการณ์กลับไปที่เดิม ซึ่งก็คือความรุนแรง เกิดขึ้นในพื้นที่ และมุ่งหมายรักษาสถานการณ์ไว้ไห้ได้ เช่น การพูดคุยสันติสุข ก็มีคณะพูดคุยอยู่แล้ว ภายใต้กรอบประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน
“ตอนนี้ ที่มีปัญหาคือการจัดตั้งรัฐบาลให้สมบูรณ์แล้วเสร็จ สุดแล้วแต่ว่าใครจะเป็น ที่เราทำมาหลายปีก็ทำให้ทุกอย่างไปสู่ความสงบเรียบเรียบมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการพัฒนา และรักษาความปลอดในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ฉะนั้น การพูดคุย เป็นการพูดคุยสันติสุข ไม่ใช่การเจรจาสันติภาพ เพราะเราไม่ได้รบกัน ใช้คำให้มันถูกต้อง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าได้เรียกมาหารือในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ในหลายๆ เรื่อง โดยได้กำชับไปทั้งหมดที่มีข้อร้องทุกข์ หรือเรียกร้องมา ต้องหาวิธีแก้ปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งเราต้องร่วมมือกัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและผู้ที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเรื่องส่วยรถบรรทุก ตนเคยบอกไปแล้วว่า หากประชาชนออกมาช่วยกันแบบนี้ ร้องทุกข์กล่าวโทษเราก็จะดำเนินการให้ ไม่ได้ไปเบี่ยงเบนประเด็นอะไร
“วันนี้ต้องมาดูว่า ทำความผิดหรือเปล่า ถ้าตัวเองทำความผิดแล้วไปเรียกเสนอผลประโยชน์ หรือเขาเรียกแล้วให้เขาก็ผิด โดยได้สั่งการให้ตรวจสอบให้ชัดเจนขึ้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ให้เข้มงวดน้ำหนักรถบรรทุก หากผิดถูกจับทุกคัน ตำรวจที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกลงโทษ ในทางอาญาก็ต้องว่ากันไป” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ




