‘เศรษฐา’ อ้างประเทศกำลังมีวิกฤต จึงต้องกู้เงินทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

14 พ.ย. 2566 - 13:06

  • ‘เศรษฐา’ ลั่นไม่ขอเถียงกับใครปม ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’

  • ย้ำต้อง ‘กู้เงิน’ เพื่อทำโครงการเหตุประเทศวิกฤต

PM_said_the_country_was_in_crisis_Therefore_must_loaning_money_for_digital_wallet_SPACEBAR_Hero_814873c65e.jpg

ภายหลัง ศิริกัญญา ตันสกุล  รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาตอบโต้ว่า ที่นายกฯ ให้เหตุผลต้องมีการกู้เงินเพื่อทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากประเทศกำลังมีวิกฤติ แต่เจ้าตัวไม่เห็นว่าอยู่ในวิกฤตินั้น เรื่องนี้ทำให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำลังเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ต้องออกมาชี้แจงข้ามทวีป โดยนายกฯ ย้ำว่า ไม่ได้เถียงกับใคร เพราะทุกคนมีความประสงค์ดีกับประเทศชาติทั้งนั้น

อย่างที่ผมแถลงว่า วิกฤติไม่วิกฤติ จำเป็นไม่จำเป็น ผมมองเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็น มองเห็นว่าเป็นเรื่องวิกฤติก็แค่นั้น ซึ่งประชาชนก็จะเป็นคนตัดสิน

Sirikanya_said_it_was_the_right_that_Srisuwan_petitioned_for_case_not_making_vow_SPACEBAR_Hero_9e4a660d4f.jpg

แจงไม่คุย ‘กฤษฎีกา’ หวั่นคนมองว่าล็อบบี้

เมื่อถามว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีการรายงานความเห็นเพิ่มเติมมาหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาจะเตือนเรื่องนี้เป็นพิเศษ นายกฯ บอกว่า ยังไม่ได้คุย และคณะกรรมาการกฤษฎีกาไม่มีคำว่าอาจจะเตือน แต่จะมีแค่คำว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ขอให้รอแล้วกัน แต่รัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้จำเป็นและเร่งด่วน

เมื่อถามว่าได้มีการปรึกษาเรื่องนี้กับ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ นายกฯ บอกว่า ไม่มี และตนเองต้องระมัดระวังในการที่จะคุยตรงนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นการล็อบบี้หรือไปพูดคุย การที่ตนเองได้พูดคุยกับสาธารณชนในเรื่องนี้ ก็ได้อธิบายไปแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน

จีดีพีไทยเติบโตเท่าไหร่เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน และเราพูดคุยข้อมูลกันอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว

PM_said_the_country_was_in_crisis_Therefore_must_loaning_money_for_digital_wallet_SPACEBAR_Photo01_359f4cd9a5.jpg

รับ ‘ส่วยเมืองกรุง’ ยังมี ย้ำ ‘ตร.-​กรมการขนส่งฯ’ ต้องจับมือแก้ปัญหา เล็งเพิ่มมาตรการลงโทษหากบรรทุกเกิน

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องส่วยรถบรรทุก กลับมาอีกครั้งว่า เรื่องของส่วยและส่วยทางหลวง ที่ดำเนินการไปแล้ว ได้คุยกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทราบว่า ที่จริงหายไปแล้วประมาณ 80% แต่ยังมีบางส่วนที่เหลืออยู่บ้าง ในกรุงเทพฯ ยอมรับว่ายังมีอยู่บ้าง แต่เนื่องด้วยด่านชั่งน้ำหนักในกรุงเทพฯ มีน้อย ต้องมีการจัดการกันไป ต้องมีการชั่งน้ำหนักซึ่งได้กำชับไปแล้ว

เมื่อถามว่ามีกรอบระยะเวลาดำเนินการและการคาดโทษเรื่องนี้อย่างไร เศรษฐา กล่าวว่า จะมีการพูดคุยกัน โดยจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างสายด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดการกันไป ยืนยันเรื่องนี้ต้องดีขึ้นแน่นอน

นอกจากนั้น ต้องปรับเรื่องกฎกติกาหลายอย่าง ทั้งอัตราการปรับให้สูงขึ้น จากปกติที่มีขีดจำกัดว่าจะจำกัดได้เท่าไร ต้องไปพิจารณากฎหมายให้ปรับได้เยอะขึ้น ถ้ามีการบรรทุกน้ำหนักเกิน หรืออาจไปถึงขนาดต้องยึดรถไว้ก่อน ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกิน ต้องเพิ่มมาตรการคาดโทษตรงนี้ ก็เชื่อว่ารถที่บรรทุกน้ำหนักเกินก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์