นายกฯ ชี้ เงินขรก. 2 รอบ ให้เป็น Option

14 ก.ย. 2566 - 13:09

  • ‘เศรษฐา’ ลั่น ดราม่าจ่ายเงินขรก.เดือนละ 2 รอบ เป็น Option ทางเลือก ไม่ท้อคนด่า บอกเสียงชมก็มี

  • เตรียมปรึกษากฤษฎีกายกเลิกคำสั่งคสช. ยอมรับปรับปรุงการสื่อสาร อะไรไม่ชัวร์100% ยังไม่แถลง ชี้ ความมั่นคงมีหลายมิติ พร้อมดึงทหารช่วยหลายด้าน

  • ระบุ ยังไม่คุยหลักเกณฑ์เคพีไอปราบมาเฟีย ย้ำ สบายใจได้เป็นเรื่องสำคัญ แจง แบ่ง ‘ภูมิธรรม’ คุมเกษตรเหมาะสม ขออย่ามองแบ่งก๊ก

PM_Srettha_said_salary_officer_twice_a_month_just_option_SPACEBAR_Hero_9353f0eaf5.jpeg
เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นสองรอบว่า ปัจจุบันมีการจ่ายเงินเดือนเดือนละหน แต่การแบ่งจ่ายสองหนจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระสำหรับคนที่มีหนี้สิน สามารถจ่ายหนี้สินคืนได้เร็วขึ้น คนที่เป็นหนี้ก็สามารถหักจ่ายเป็นสองงวดได้ และสามารถจัดสรรได้ ซึ่งความจริงแล้ว มีบางคนบอกว่าเป็นเรื่องของกระแสเงินสดที่รัฐบาลมีปัญหา แต่ความจริงไม่ใช่ หากแบ่งจ่ายสองรอบทีละครึ่งเดือนทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน ส่วนถ้าใครไม่มีหนี้ ก็สามารถนำเงินไปลงทุนทำประโยชน์อื่นหรือฝากธนาคารได้ 
 
“ทั้งนี้ ก็ขอให้เป็นทางเลือก ก็จะมีแต่เสมอตัวกับดีขึ้น ผมเข้าใจว่าการที่เราเสนอทางเลือกใหม่ ก็มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ แต่รัฐบาลเราบริหารจัดการประเทศโดยที่มีขีดงบประมาณจำกัด เราต้องคำนึงถึงทุกๆ มิติ ของการออกแต่ละนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งใดที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ เพราะเรื่องนี้อันที่จริงก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นแค่โปรแกรมใหม่ที่จะจ่ายเงินอย่างไรเมื่อไร ซึ่งเราคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอยู่ด้วยเหมือนกัน มีหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เพิ่งเข้ามาทำงานก็อาจจะมีปัญหาภาระทางการเงิน และต้องมีการแบ่งจ่ายชักหน้าไม่ถึงหลังก็เท่านั้น ซึ่งกรมบัญชีกลางจะทำเป็น Option ให้เลือกว่าจะเอาแบบไหน เพราะฉะนั้นผมว่าตรงนี้ใจเย็นนิดหนึ่ง” เศรษฐา กล่าว 
 
เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวรัฐบาลได้ทำการศึกษามาก่อนหน้านี้โดยละเอียดแล้วใช่หรือไม่ เศรษฐา กล่าวว่า ใช่ครับ มีการเรียนถามไปแล้วกับข้าราชการทุกระดับ คุยหมด และถามหมด ก็หวังว่าบริษัทแต่ละบริษัทก็น่าจะลองเอาไปเป็นทางเลือก ขอใช้คำว่า ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ดี 
 
เมื่อถามว่า หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างมาก นายกฯและรัฐบาลพร้อมที่จะปรับ แนวทางเลือกใช่หรือไม่ เศรษฐา กล่าวว่า ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า เป็นทางเลือก ไม่ปรับครับ เป็นทางเลือกคือแบ่งจ่ายสองหน หรือจ่ายทีเดียวก็ได้ เพราะทางเลือกเป็นทางเลือกที่ดี หากใครไม่ชอบก็ใช้อย่างเดียวก็ได้ หรือใครอยากจะจ่ายสองหนก็ได้ มีแต่ดีขึ้นกับเสมอตัว ถ้าใครไม่ชอบก็เอาแบบเก่า ถ้าใครจะจ่ายสองหน ก็สามารถทำได้ อย่างเช่น หนี้ครูก็สามารถแบ่งจ่ายสองหนได้ โดยสามารถพูดคุยได้กับสถาบันทางการเงิน เพราะเขาต้องการเพียงแค่หนี้คืน ส่วนจะจ่ายอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ เพราะทุกคนทราบดีว่าพี่น้องประชาชนประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจกระแสเงินสด ซึ่งเราก็คิดให้และทำมาให้ ส่วนเรื่องผล ตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นก็เป็นแผนระยะยาวของเราหากมีความพร้อมก็จะแถลงอีกครั้ง 
 
เมื่อถามว่า เหมือนนายกฯจะหวังดีแต่กระแสที่ออกมากลับตรงกันข้าม นายกฯจะทำอย่างไร เศรษฐา กล่าวว่า  สู้ต่อ ไม่มีอะไร เพราะทราบอยู่แล้วว่าการออกนโยบายอะไรออกไปก็ต้องมีทั้งกระแสลบและกระแสบวก  
 
เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับใหม่โดยเป็นการไปเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ เศรษฐา ยิ้มและกล่าวว่า อย่างที่บอกไปว่าเป็นแผนระยะยาว แต่ก็ต้องดูองค์รวมทั้งหมดของข้าราชการที่เกษียณและที่เข้ามาใหม่ว่าเป็นอย่างไร 
 
เมื่อถามอีกว่า แสดงว่ามีแผนอยู่ในใจว่าจะขึ้นเงินเดือนข้าราชการใช่หรือไม่ เศรษฐา กล่าวว่า ถ้าหากพร้อมแล้วจะแถลง ไม่ต้องห่วง เรื่องของปากท้องข้าราชการ ทุกภาคส่วน อยู่ในใจของครม.ชุดนี้อยู่แล้ว แต่หากเกิดว่าพูดอะไรไป จะมีการเข้าใจผิดอีก ขอให้พร้อมดีกว่า แล้วจะจัดการให้ เข้าใจดีว่าทุกภาคส่วนเดือดร้อน การประชุมครม.นัดแรก ก็พยายามที่จะเข็นนโยบายดี ส่วนรายละเอียดระยะเวลาก็จะตามมา ซึ่งสื่อมวลชนก็ถามตลอดเวลาว่า เท่าไร เมื่อไร และอย่างไร ก็พยายามที่จะให้มีภาวะสมดุลระหว่างการที่จะแถลงนโยบายออกไป เพื่อให้ทราบว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ครบถ้วนบางทีก็ถูกตำหนิ จึงต้องบาลานซ์ตรงนี้ให้ได้เหมือนกัน ก็พยายามอยู่ ไม่ได้เป็นห่วงอะไร อยากทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนและคนหมู่มาก มีความสุข และนโยบายโดนใจทุกคน 
 
เมื่อถามว่า นายกฯยังไม่ท้อใจใช่หรือไม่ที่โดนด่าเรื่องนี้ เศรษฐา กล่าวว่า คนชมก็มีเยอะ แต่ก็ต้องฟังทุกเสียงทั้งติทั้งชม เพราะเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว เสียงบางเสียงก็มีประโยชน์ ติก็ขอให้ติอย่างสร้างสรรค์ 
 
 
เศรษฐา ยังกล่าวถึงแนวทางยกเลิกคำสั่งคสช.ตามข้อสั่งการของนายกฯว่า  เรื่องนี้ต้องปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กฎหมายบางข้อที่ไม่ได้ใช้และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของราชการก็ยกเลิกไป ถ้ายกเลิกไม่ได้ก็นำกลับเข้าสู่ที่ประชุมครม.ใหม่ เป็นเพียงการพูดคร่าวๆ เราพยายามทำให้เป็นรัฐสนับสนุนถ้ากฎหมายอะไรที่บอกทำไม่ได้ก็อยากให้รีบทำ แต่ต้องไม่ขัดหลักนิติธรรมของการบริหารจัดการของประเทศ และการดำเนินธุรกิจ 
 
เมื่อถามว่าการสื่อสารเรื่องกฎหมายต้องมีรองนายกฯฝ่ายกฎหมายหรือผู้ที่สามารถมาสื่อสารเรื่องกฎหมายได้หรือไม่  นายกฯกล่าวว่า เรื่องนี้ขอรับไปปรับปรุง แล้วจะแจ้งมาอีกครั้งจะดำเนินการอย่างไร เพราะหากยังไม่ครบทั้งหมดก็อาจจะยังไม่รีบแถลง  เข้าใจว่าประชาชนอยากทราบเรื่องที่เราคิดอยู่ทำอยู่ต่อไป อะไรที่ยังไม่ครบ 100%  ก็อาจจะยังไม่แถลง  
 
เศรษฐา ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการประสานกับกระทรวงกลาโหม เพื่อมาดูแลเรื่องความมั่นคงเองว่า เรื่องของความมั่นคงมีหลายมิติทั้งภายในและภายนอก เรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องของภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความร้อนแรง แต่หนักไปทางด้านการค้ามากกว่า ที่อาจจะครอบคลุมไปถึงเรื่องความมั่นคงและเรื่องอื่นได้ด้วย ตรงนี้ต้องดูให้ดี เพราะเราเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่มาก แต่เรามีความภาคภูมิใจที่เราเป็นประเทศไทย เรามีเอกราชมาโดยตลอด แต่เราอยู่บนโลกที่มีความขัดแย้งสูง ดังนั้น การที่จะเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ในวันที่ 18 -23 ก.ย.นี้ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการพูดคุยกับผู้นำหลายประเทศ ตรงนี้เป็นความมั่นคงนอกประเทศ ความมั่นคงด้านการค้า  
 
เศรษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องความมั่นคงภายในนั้น ก็ต้องมีความพร้อม ซึ่งเรื่องฝ่ายความมั่นคงกับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในอดีตอาจจะมีการพูดจากันที่รุนแรงไปนิดนึง ก็พยายามลดช่องว่างระหว่างสถาบันทหารกับประชาชน โดยให้มีการสื่อสารที่ดีขึ้น มีการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น การสมัครใจเกณฑ์ทหารเป็นบางส่วน ใช้พื้นที่ของกรมทหารที่ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังและกรมพัสดุมาให้ประชาชนทำการเกษตร หรือกระทั่ง การให้เจ้าหน้าที่ทหารมาช่วยเหลือในเรื่องภัยพิบัติ หรือดูแลน้ำท่วม ภัยแล้ง ตรงนี้มีหลายมิติที่ความมั่นคงสามารถทำได้ อยากจะใช้เวลาพูดคุยกัน และอะไรที่พร้อม ก็จะประกาศอีกทีหนึ่ง  
 
เมื่อถามว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีดูแลทั้งเรื่องของกระทรวงการคลังและความมั่นคง เศรษฐา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ และเป็นเรื่องที่ประชาชนดูอยู่ เราต้องดูแลให้ครบทุกมิติ ถือว่าเป็นภารกิจที่หนักหน่วง แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ก็ต้องทำต่อไป 
 
เมื่อถามถึงเกณฑ์ชี้วัดหรือเคพีไอในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เศรษฐา ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่หารือกัน ในรายละเอียดว่าเคพีไอจะเป็นอย่างไร เพราะหากพูดไปแล้วอาจจะมีคำถามมากกว่าคำตอบ ขอไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงก่อน ซึ่งหากมีแผนการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว จะมาแถลงให้ทราบอีกครั้ง แต่ขอให้สบายใจได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ 
 
เมื่อถามถึงการแบ่งงานของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งด้านการเกษตรอยู่ในกำกับดูแลของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะอยู่ในกำกับดูแลของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐา กล่าวว่า อย่าไปโฟกัสว่าใครอยู่พรรคไหนอย่างไร เพราะรัฐบาลชุดนี้แม้จะมีพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 11 พรรค แต่ก็เป็นรัฐบาลของประชาชน  
 
“ขออย่าดูว่าเป็นรัฐบาลซีกไหน กลุ่มไหน ผมคิดว่าเป็นการดูแลที่ถูกฝาถูกคน เพราะภูมิธรรมก็ดูแลเรื่องการเกษตรและพาณิชย์ควบคู่กันไป เราเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเชื่อว่าเรื่องนี้เราไม่มีความขัดแย้งกัน” เศรษฐา กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์