เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในการตรวจราชการ 3 จังหวัด จ.อุบลราชธานี จ.ยโสธร และ จ.ร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 6-7ตุลาคมนี้
โดยมี เกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) จ.อุบลราชธานี ไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ , มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม , สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ร่วมคณะด้วย
เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 นายกฯ เดินทางต่อด้วยรถยนต์ มายังสำนักงานชลประทานที่ 7 เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย
โดย นายกฯ กล่าวในที่ประชุมช่วงหนึ่งว่า เป็นที่ประจักษ์ว่า จ.อุบลราชธานีและพื้นที่ข้างเคียงมีปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งท่วมแล้ว ท่วมอีก ท่วมต่อไป เป็นที่ทราบกันดีอยู่ ผมเข้าสู่การเมืองก็ตระหนักดีเสมอถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องหาทางแก้ไขบูรณาการระยะยาวให้ได้ ก็มีความเข้าใจและเห็นใจว่าปัญหาใหญ่สะสมหมักหมมมานาน ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น
“ที่ผ่านมามีน้ำท่วมที่ จ.แพร่ จ.สุโขทัย เยอะมาก เราอยู่ในช่วงเวลาของการเยียวยา และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งตามความเข้าใจของผม ทาง จ.อุบลราชธานี เพิ่งจะเริ่มท่วม ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูที่น้ำจะมามาก แม้จะเริ่มมาไม่เท่าปีที่แล้ว ซึ่งทางสำนักนายกฯ จัดให้มาที่นี่ ขณะที่ จ.สุโขทัย ยังเป็นห่วงเรื่องการเยียวยา แต่ จ.อุบลราชธานียังไม่ถึงเวลาวิกฤตจริงๆ แต่หากไม่ทำอะไรไว้ก่อนก็จะอาจเกิดวิกฤตขึ้นได้ ซึ่งวิกฤตน้ำท่วมที่จังหวัดอุบลฯ จะเกิดกระทบภาคอุตสาหกรรมมหาศาล เรื่องโรคระบาดที่จะตามมาก็เป็นเรื่องใหญ่”
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้ตระหนักดีว่ามันจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เราเพิ่งเข้ามาบริหารจัดการได้ไม่ถึงเดือน ฉะนั้นเรื่องนี้ในการแก้ไขปัญหา เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ซึ่งทางฝ่ายบริหารได้ลงพื้นที่ โดยกรมชลประทาน ลงถึง 2 ครั้งแล้ว เชื่อว่าความสำคัญจุดนี้สำคัญมาก และเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาระยะสั้นยังทำได้อีก และทำได้มากกว่าที่เคยทำ และต้องทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน
“เวลาเราเหลือน้อย ฤดูนี้น้ำกำลังจะมา หากทำอะไรกันได้ก็อยากให้วางแผนระยะสั้นทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เยอะกว่าปีที่แล้ว และต้องน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมีข้อสั่งการอยู่หลายข้อ”

นายกฯ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม และขอบคุณผู้บัญชาการภาค 2 ที่ดูแลพี่น้องประชาชน อุปกรณ์พร้อม ตนคิดว่าเหนือสิ่งอื่นใดเมื่ออุทกภัยเกิดขึ้นแล้วเชื่อว่าทุกท่านพร้อม ตนก็คงไม่ต้องสั่งการ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ พัฒนาระบบเตือนภัย กระจายข่าวสาร ตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างบังคับกำกับน้ำทั้งหลาย ตลอดจนการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแนวทางการฟื้นฟู
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้วและรายงานความคืบหน้าให้ทราบอันนี้เป็นเรื่องหลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ตนเชื่อและมีความหวังระหว่างนี้ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราทำกันเต็มที่แล้วหรือยัง ให้กลับมาดูตัวเองนิดนึง และเชื่อว่าทุกคนพยายาม แต่ขอให้คิดนอกกรอบนิดนึง อย่าไปสรุปว่ามันต้องท่วม
“เราต้องการสะพานจากผู้บัญชาการแม่ทัพภาค 2 ต้องการเรือ หรือวิธีการเตือนภัย หากเราคิดและสามารถทำไม่ให้ท่วมหรือให้ท่วมน้อยที่สุด หากท่วมแล้วระบายเร็วที่สุด ผมเชื่อว่าเวลายังพอมีอยู่บ้าง สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นระยะหลังเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม และเพิ่งเพิ่มช่วงเดือนนี้ ดังนั้น ผมคิดว่าช่วงที่แย่ที่สุดยังไม่มา ถือเป็นช่วงที่ดีเรายังมีทางป้องกันได้อยู่
จะต้องมีวิธีการระบายน้ำที่อาจจะต้องมีวิธีการที่ใช้คำว่าเสี่ยงนิดนึง และต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ บางอันไม่พิสูจน์ทราบให้แน่นอนแต่บางทีเราก็ต้องตัดสินใจที่จะทำอะไร เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยขึ้น แต่ต้องขอขอบคุณทุกท่านรวมทั้งแม่ทัพภาค 2 ที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขพี่น้องอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าคงไม่ต้องใช้บริการท่าน” นายกฯ เศรษฐา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนายกฯ รับฟังบรรยายสรุปจากนายเกรียง ปรากฏว่ามีเสียงบางอย่างรบกวน และในห้องประชุมมีการพูดคุยกัน เสียงดังรบกวน ทำให้นายกฯ ถึงกับต้องพูดออกไมโครโฟนว่าขอให้เงียบและฟังรัฐมนตรีบรรยายสรุปด้วย





