ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ 2 ฝ่ายได้เสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ประธานในที่ประชุม ได้เปิดให้สมาชิกทั้ง 2 ฝ่าย อภิปรายเหตุผลในการเสนอชื่อนายกฯ
หนึ่งในนั้น คือ จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายแสดงเหตุผลที่สนับสนุน ชัยเกษม ตอนหนึ่งว่า อนุทินมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการเป็นนายกฯ เพราะไปตกลง 5 เงื่อนไขกับพรรคประชาชนโดยเฉพาะการห้ามพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงข้างมากในสภาฯ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ต้องการให้รัฐบาลเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือของพรรคประชาชน อาจจะลืมไปว่าอาจมีเหตุการณ์เหมือนในเพลงลูกทุ่งที่ว่า หนูเปล่านะเขามาเอง การตกลงแบบนี้ เป็นการขัดหลักการระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
ส่วนที่พรรคประชาชน บอกว่าจะสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ร่วมเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม จะทำได้จริงหรือ เพราะอยู่ใน 2 สถานะแบบนี้ จะเป็นฝ่ายค้านที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร เพราะไม่มีส่วนรับรู้นโยบาย นโยบายอาจจะไม่ดี 4 เดือนต่อจากนี้อาจเกิดอะไรไม่รู้ จะทำให้พรรคประชาชนตกอยู่สภาพอิหลักอิเหลื่อ
ต่อจากนี้ หากอนุทิน ได้เป็นนายกฯ หากองค์ประชุมสภาฯไม่ครบ แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะสนับสนุนองค์ประชุม เพื่อผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน พฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมของการเป็นฝ่ายรัฐบาลไม่ใช่ฝ่ายค้าน อยู่ในสภาพที่ต้องประคับประคองรัฐบาล เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าพรรคประชาชน จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะแบ่งเวลาอย่างไร เราจะยอมให้ผู้นำฝ่ายค้านสรุปการอภิปรายไม่ไหววางใจได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นผู้ร่วมเลือกรัฐบาลนี้มา
จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น พรรคประชาชน จึงไม่สามารถทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาลได้ ไม่สามารถอยู่ในสถานะที่ทัดทานได้ รัฐบาลออกนโยบายอะไรมา ไม่สามารถคัดค้านได้ อนุทินขาดคุณสมบัติเนื่องจากมีบารมีมากไป หรือเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอานุภาพมาก ขนาดยังไม่ได้เป็นนายกฯ คนก็คาดการณ์ว่าจะได้เป็นนายกฯ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังขอเลื่อนการร้องทุกข์คดีเขากระโดงออกไปอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลว่ารอรัฐมนตรีคนใหม่เสียก่อน หากเป็นอย่างนี้ภาพพจน์นักการเมืองที่เสียหายตกต่ำอยู่แล้วก็จะยิ่งตกต่ำต่อไป เป็นปัญหาของประเทศและระบอบประชาธิปไตย
“คนในพรรคท่านจะได้เป็นรัฐมนตรี จะมีบารมีมาก และมีบารมีย้อนหลัง เคยแต่งตั้งใครเป็นข้าราชการระดับ 10 ไว้คนนั้นไปสมัครองค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถเอาชนะนักกฎหมายชั้นนำของประเทศได้ บารมีเช่นนี้น่าเป็นห่วง หากใช้มาก ๆ จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พรรคของท่านไปพัวพันกับคดีฮั้ว สว. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบารมีของท่านจะทำให้คนผิดลอยนวลในคดีฮั้ว สว. ซึ่ง สว.มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้หรือ หากนายอนุทินเป็นนายกฯ มีความเสี่ยงมากว่าบ้านเมืองจะพัฒนาไปเป็นเช่นนี้” จาตุรนต์ กล่าว
จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคประชาชน เสียงแข็งให้ยุบสภาทันที แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นให้เวลา 4 เดือน เพื่อทำประชามตินำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดย สสร. ที่ผ่านมามีการพิจารณากฎหมายประชามติโดยพรรคภูมิใจไทย ที่เห็นไม่ตรงต้องการให้กฎหมายประชามติมีผลไปในทางขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงกับ สว. หาก สว.ได้อำนาจเต็มที่โดยบารมีหรือของวิเศษจะเดินไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไรหากลงมติในสภาแล้ว สว.ไม่โหวตให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือระบบองค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะถูกครอบงำโดยอำนาจพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่พรรคประชาชนเสนอต่อประชาชน
พร้อมระบุว่า ตอนที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่าการข้ามขั้วจะนำไปสู่ความอ่อนแอของประชาธิปไตยซึ่งเกิดขึ้นจริง แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย อย่าว่าแต่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์ จะขอไปเป็นฝ่ายอนุรักษ์เขาคงไม่รับแล้ว จึงต้องมาปรับตัว พรรคเพื่อไทยถ้าเป็นฝ่ายค้านก็มาเจอกับพรรคประชาชา อาจจะได้ร่วมมือกับพรรคประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน แต่กลับพบว่าพรรคประชาชนข้ามขั้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก
“พรรคประชาชนที่พูดมาตลอดว่ามีลุงไม่มีเรา ต้องประชาธิปไตย 4 เดือนต่อไปนี้การตรวจสอบรัฐบาลจะไม่เข้มแข็งนโยบายจะออกมาผิดที่ผิดทาง พรรคฝ่ายค้าน มีพรรคประชาชนที่ครึ่งๆ กลางๆ ทำให้ตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอ ผลที่ตามมาอาจเกิดการแทรกแซง ทำให้ระบบนี้ถูกครอบงำไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน จากนี้จึงเป็นระยะเวลาที่พรรคประชาชนจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายอนุรักษ์ มวลชนของพรรคประชาชนจะรู้สึกอย่างไรหากพรรคของท่านได้กลายเป็นพรรคที่ข้ามขั้ว สนับสนุนพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเต็มตัว” จาตุรนต์ กล่าว
จาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า หากให้ชัยเกษมเป็นนายกฯ ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น เพราะท่านจะตั้ง ครม. แถลงนโยบาย คล้ายกันกับยุค อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำไว้เมื่อปี 2535 เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ สุดท้ายมีการยุบสภาภายใน 20 วัน ซึ่งนายชัยเกษมจะยุบสภาได้เร็วกว่านั้น ความเสียหายที่จะเกิดต่อระบอบประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้นเหมือนกับที่จะเกิดขึ้นหากอนุทิน เป็นนายกฯ





