นอกจากความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ยังมีอีกประเด็นที่ตีคู่เป็นปรากฏการณ์ใหญ่ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อย่างสิ่งที่เกิดขึ้นวานนี้ (7 กรกฎาคม 2566) กรณี ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ส่งเรื่องไปยังรัฐสภา ให้ชะลอการโหวตนายกฯ รอบที่ 3 (วันที่ 27 กรกฎาคม) ออกไปก่อน จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปมมติสภาฯ เสนอชื่อ ‘พิธา’ ครั้งที่ 2 เป็นการยื่นญัตติซ้ำ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่ใช่การเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมข้อที่ 41 เพราะการเสนอชื่อนายกฯ มีข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่าเป็นคนละหมวดหมู่กับญัตติปกติ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีหลายกระแสความเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเรื่องประโยชน์เชิงบวกของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่ก็มีกระแสความเห็นต่อว่า จะนำไปสู่ภาวะหยุดชะงักทางการเมืองหรือไม่
หากดูตั้งแต่แรกเริ่ม ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการชี้ช่องทางของ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหลายวันก่อน ถึงกรณีปมการตีความในรัฐสภา เมื่อการโหวตนายกฯ รอบที่ 2 เอาไว้ว่า
“เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯ ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว น่าสงสารประเทศไทยอผิดหวัง ส.ส.คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายค้าน คุณก็ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง
แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ผมจะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญครับ และจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง สอนรัฐธรรมนูญมาสามสิบกว่าปีต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม?”
ขณะที่ ‘พรชัย เทพปัญญา’ นักวิชาการอิสระ และ ‘บุญส่ง ชเลธร’ อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต รับลูกต่อผ่านการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินทันที กระทั้งมีมติออกมาวานนี้ ต่อเนื่องไปถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น จากความเคลื่อนไหวของ คณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ 115 ท่านที่ร่วมทำแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ดู ‘ใหญ่’ กว่ารัฐธรรมนูญหรือเปล่า?
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ จะมีข้อวินิจฉัยอย่างไรต่อคำร้อง ในส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ อันดับแรกต้องพิจารณารับเรื่องร้องเรียน โดยใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการ 1) มีสาระอันสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ 2) เรื่องนี้เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรับพิจารณาหรือไม่ และ 3) เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยเรื่องวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ม.71 หรือไม่
อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ออกมาโต้แย้งว่า ประเด็น ‘โหวตนายกฯ ซ้ำ’ ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยเฉพาะ ‘จรัญ ภักดีธนากุล’ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายสำนักว่า ศาลฯ ท่านไม่สามารถรับวินิจฉัยได้ เพราะเป็นเรื่องเสียงข้างมากในสภาฯ ตัดสิน และไม่สามารถมีคำสั่งระงับหรือชะลอการดำเนินงานของรัฐสภาได้ เพราะเป็นหนึ่งในสามสถาบันของชาติ ถือเป็นการก้าวก่ายเกินกรอบกฎหมาย
นอกจากนี้ยัง มีการคาดการณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่ปัดตกคำร้อง โดย ‘ธีระ สุธีวรางกูร’ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มติของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะเสนอคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่ามติของรัฐสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นั้น ‘ผู้เสนอคำร้อง’ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา เป็น ‘บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ’ จากการกระทำ คือ ‘มติของรัฐสภา’ ตาม พรป. วิ.ศร. มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง หรือเปล่าครับ ถ้าไม่ใช่ ก็มีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัยนะครับ”
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะออกด้านไหน ก็มีการคาดการณ์หลายมิติ จนมีการตีความถึงจังหวะทางการเมืองที่อาจหยุดลงชั่วคราว เป็น ‘Political Deadlock’ หรือภาวะชะงักทางการเมือง
เรื่องนี้ ‘รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก’ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เชื่อว่าไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหน ทุกอย่างล้วนมีหนทางเดินหน้าได้เสมอ คาดว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้น 3 ลักษณะ 1) ไม่รับพิจารณา กลไกลทางสภาก็จะเดินหน้าต่อไป 2) รับพิจารณาก่อน แต่ท้ายที่สุดประเด็นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์พิจารณา และ 3) รับพิจารณาแล้วตีความว่าการเสนอชื่อพิธาไม่เป็น ‘ญัตติ’ ทุกอย่างจะกลับไปที่รัฐสภาก็สามารถเสนอชื่อต่อได้
“ผมไม่แน่ใจว่าเดตล็อกที่คนพูดถึง หมายถึงการเลื่อนโหวตนายกฯ ไปอีก 10 เดือนหรือไม่ หรือการชะงักในประการอื่นๆ ใด สำหรับผมการเมืองมัน็ไม่ใช่เดดล็อก ทุกอย่างมีกลไกให้ขับเคลื่อนต่อ มันอยู่ที่คุณจะสร้างเงื่อนไขเอง แบบเอาคอไปวางในเขียง หรือไหลลื่นให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกรัฐสภา” เจษฎ์กล่าว
ท้าย ข้อสรุปจากนี้ หากใครถามถึงเรื่องการเมืองเดตล็อก ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า คุณตีความเป็นมิติแบบไหน…เดดล็อกทางการเมือง หรือเดตล็อกเฉพาะ ‘คุณ’
ส่วนข้อพิจารณาไม่มีใครรู้ ขอให้รออ่านคำวินิจฉัยอย่างเดียว…
สิ่งที่เกิดขึ้นมีหลายกระแสความเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเรื่องประโยชน์เชิงบวกของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่ก็มีกระแสความเห็นต่อว่า จะนำไปสู่ภาวะหยุดชะงักทางการเมืองหรือไม่
หากดูตั้งแต่แรกเริ่ม ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการชี้ช่องทางของ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหลายวันก่อน ถึงกรณีปมการตีความในรัฐสภา เมื่อการโหวตนายกฯ รอบที่ 2 เอาไว้ว่า
“เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯ ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว น่าสงสารประเทศไทยอผิดหวัง ส.ส.คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายค้าน คุณก็ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง
แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ผมจะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญครับ และจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง สอนรัฐธรรมนูญมาสามสิบกว่าปีต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม?”
ขณะที่ ‘พรชัย เทพปัญญา’ นักวิชาการอิสระ และ ‘บุญส่ง ชเลธร’ อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต รับลูกต่อผ่านการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินทันที กระทั้งมีมติออกมาวานนี้ ต่อเนื่องไปถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น จากความเคลื่อนไหวของ คณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ 115 ท่านที่ร่วมทำแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ดู ‘ใหญ่’ กว่ารัฐธรรมนูญหรือเปล่า?
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ จะมีข้อวินิจฉัยอย่างไรต่อคำร้อง ในส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ อันดับแรกต้องพิจารณารับเรื่องร้องเรียน โดยใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการ 1) มีสาระอันสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ 2) เรื่องนี้เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรับพิจารณาหรือไม่ และ 3) เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยเรื่องวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ม.71 หรือไม่
อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ออกมาโต้แย้งว่า ประเด็น ‘โหวตนายกฯ ซ้ำ’ ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยเฉพาะ ‘จรัญ ภักดีธนากุล’ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายสำนักว่า ศาลฯ ท่านไม่สามารถรับวินิจฉัยได้ เพราะเป็นเรื่องเสียงข้างมากในสภาฯ ตัดสิน และไม่สามารถมีคำสั่งระงับหรือชะลอการดำเนินงานของรัฐสภาได้ เพราะเป็นหนึ่งในสามสถาบันของชาติ ถือเป็นการก้าวก่ายเกินกรอบกฎหมาย
นอกจากนี้ยัง มีการคาดการณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่ปัดตกคำร้อง โดย ‘ธีระ สุธีวรางกูร’ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มติของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะเสนอคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่ามติของรัฐสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นั้น ‘ผู้เสนอคำร้อง’ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา เป็น ‘บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ’ จากการกระทำ คือ ‘มติของรัฐสภา’ ตาม พรป. วิ.ศร. มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง หรือเปล่าครับ ถ้าไม่ใช่ ก็มีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัยนะครับ”
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะออกด้านไหน ก็มีการคาดการณ์หลายมิติ จนมีการตีความถึงจังหวะทางการเมืองที่อาจหยุดลงชั่วคราว เป็น ‘Political Deadlock’ หรือภาวะชะงักทางการเมือง
เรื่องนี้ ‘รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก’ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เชื่อว่าไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหน ทุกอย่างล้วนมีหนทางเดินหน้าได้เสมอ คาดว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้น 3 ลักษณะ 1) ไม่รับพิจารณา กลไกลทางสภาก็จะเดินหน้าต่อไป 2) รับพิจารณาก่อน แต่ท้ายที่สุดประเด็นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์พิจารณา และ 3) รับพิจารณาแล้วตีความว่าการเสนอชื่อพิธาไม่เป็น ‘ญัตติ’ ทุกอย่างจะกลับไปที่รัฐสภาก็สามารถเสนอชื่อต่อได้
“ผมไม่แน่ใจว่าเดตล็อกที่คนพูดถึง หมายถึงการเลื่อนโหวตนายกฯ ไปอีก 10 เดือนหรือไม่ หรือการชะงักในประการอื่นๆ ใด สำหรับผมการเมืองมัน็ไม่ใช่เดดล็อก ทุกอย่างมีกลไกให้ขับเคลื่อนต่อ มันอยู่ที่คุณจะสร้างเงื่อนไขเอง แบบเอาคอไปวางในเขียง หรือไหลลื่นให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกรัฐสภา” เจษฎ์กล่าว
ท้าย ข้อสรุปจากนี้ หากใครถามถึงเรื่องการเมืองเดตล็อก ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า คุณตีความเป็นมิติแบบไหน…เดดล็อกทางการเมือง หรือเดตล็อกเฉพาะ ‘คุณ’
ส่วนข้อพิจารณาไม่มีใครรู้ ขอให้รออ่านคำวินิจฉัยอย่างเดียว…



