กระแสข่าวการเมืองไทยระลอกล่าสุด พัดผ่านเข้ามาสั่นคลอนเสถียรภาพสภา คือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ดีลลับโมนาโก"
กระแสข่าว ดีลลับข้ามทวีประหว่าง ขั้วแดง (พรรคเพื่อไทย) ขั้วเขียว (พรรคกล้าธรรม) และ ขั้วส้ม (พรรคประชาชน) เขย่าดุลอำนาจพลิกขั้วรัฐบาล
แม้แกนนำตัวจริงจะออกมาสยบข่าวพัลวันทั้ง แพทองธาร ชินวัตร ที่ย้ำว่ามีเพียง ดีลกับลูก หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ยืนยันว่าบินไปพักผ่อนกับครอบครัวเท่านั้น
ทว่า ปฏิกิริยาทางการเมืองที่ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสยบความกังวลของพรรคร่วมว่า "แดง ผสม เขียว ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี"
หวนนึกถึง "สัจธรรมการเมืองไทย" ที่ว่า ฉากหน้ารบกัน แต่ฉากหลังคือการเจรจาต่อรอง หากย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทย การพลิกขั้วด้วยดีลลับหลังฉาก ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นกลยุทธ์การบริหารตัวเลขสภาที่เคยสร้างตำนานพลิกแผ่นดินมาแล้ว
18 เสียง พลิกขั้วตั้งรัฐบาล ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ในการเลือกตั้ง ปี 2518 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่กลับต้องพ่ายแพ้การโหวตไว้วางใจกลางสภา ตั้งแต่วันแถลงนโยบาย ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องสิ้นสภาพ ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มบริหารประเทศ
ท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมี สส. ในมือเพียง 18 เสียง ได้แสดงชั้นเชิงทางการเมืองระดับเซียนด้วยการสวมบท "คนเดินเกม" เปิดฉากเจรจารวบรวมพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กมากถึง 16 พรรค เช่น พรรคชาติไทย และ พรรคธรรมสังคม เข้ามาร่วมโต๊ะสลายขั้วจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วได้สำเร็จ
ผลลัพธ์คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ถือไพ่เพียง 18 เสียง สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย สร้างตำนานการบริหารสภาด้วยศิลปะการต่อรองขั้นสูงที่ได้รับการกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน
ดีลลับทำ 'สมบุญ ระหงษ์' แต่งชุดขาวเก้อ
ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 5 พรรค ซึ่งยังคงถือครองเสียงข้างมากในสภา เตรียมดัน พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์หัวหน้าพรรคชาติไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
โดยในวันดังกล่าว พล.อ.อ.สมบุญ ได้สวมชุดขาว นั่งรอรับพระบรมราชโองการอยู่ที่บ้านพักด้วยความมั่นใจ
แต่ในวินาทีประวัติศาสตร์ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนเดินเกมคนสำคัญ ได้ตัดสินใจ "หักดิบ" ทางการเมือง เนื่องจากประเมินว่าหากเสนอชื่อ พล.อ.อ.สมบุญ อาจกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่
ดร.อาทิตย์ จึงตัดสินใจนำชื่อของ อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ แทน ส่งผลให้ พล.อ.อ.สมบุญ กลายเป็นตำนาน "แต่งชุดขาวเก้อ" การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นการผ่าทางตันทางการเมืองอย่างเหนือความคาดหมาย คืนอำนาจให้ประชาชน นำไปสู่การจัดเลือกตั้งใหม่
ตำนาน 'กลุ่มงูเห่า' พลิกขั้วการเมือง
วิกฤตการณ์ทางการเงินต้มยำกุ้ง ในปี 2540 บีบให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยขั้วรัฐบาลเดิมเตรียมที่จะผลักดัน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้า พรรคชาติพัฒนา กลับขึ้นมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
ในจังหวะที่การต่อรองเสียงในสภากำลังสูสี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สวมบทคนเดินเกมรุกด้วยการดึง สส. จำนวน 12 คน จากพรรคประชากรไทย
นำโดย วัฒนา อัศวเหม ให้ลงมติโหวตสวนมติพรรคตนเอง ซึ่งเป็นการขัดคำสั่งโดยตรงของ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย เพื่อมาสนับสนุน ชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การพลิกขั้วครั้งนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พลิกกลับมาเป็นรัฐบาลได้สำเร็จ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิยาม "งูเห่าทางการเมือง" ในสภาไทยนับแต่นั้น
ดีลค่ายทหาร และวาทกรรม 'มันจบแล้วครับนาย'
ปลายปี 2551 พรรคพลังประชาชน ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางวิกฤตการณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดยุทธการเจรจาครั้งสำคัญภายในค่ายทหาร เพื่อดึง "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ออกจากขั้วเดิม พร้อมประสานพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เช่น พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้พลิกขั้วมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล
นำไปสู่วาทกรรมทางการเมืองที่เป็นตำนานว่า "มันจบแล้วครับนาย" ผลลัพธ์จากการสลายขั้วในครั้งนั้นทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นจุดเริ่มต้น "พรรคภูมิใจไทย" ในเวลาต่อมา
จากประวัติศาสตร์ 4 เหตุการณ์พลิกขั้วรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยขับเคลื่อนด้วย "คณิตศาสตร์การเมือง" และการจัดสรรประโยชน์ชั่วคราว เสียงข้างน้อยสามารถพลิกเป็นเสียงข้างมากได้ในชั่วข้ามคืน และมิตรแท้ในวันนี้ อาจกลายเป็นคู่แข่งในวันหน้า
แม้กระแสข่าว "ดีลลับโมนาโก" จะจบลงด้วยคำปฏิเสธจากตัวละครหลัก แต่คำกล่าวของอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ในวังวนแห่งอำนาจของการเมืองไทย ตราบใดที่เงื่อนไขทางการเมืองยังไม่นิ่งและตัวเลขสภาฯ ยังเคลื่อนไหวได้ ดีลลับฉบับใหม่ก็พร้อมจะถูกเขียนขึ้นได้เสมอ

อ้างอิง





