เมื่อนาฬิกาการเลือกตั้งเดินเข้าสู่ "1 สัปดาห์สุดท้าย" บรรยากาศทางการเมืองที่เคยดูเหมือนจะสู้กันด้วยนโยบาย กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและการปั่นวาทกรรมที่คุ้นเคย ราวกับ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ที่ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใช้งานอีกครั้ง
ถอดรหัสความเกลียดชัง-กลยุทธ์การดึงคะแนนเสียงกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่จะมาบอกเราว่า ทำไมยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ "แก่นแกน" ของการเมืองไทยยังคงติดหล่มอยู่ที่เดิม
วาทกรรมแบ่งขั้ว ยุทธศาสตร์ป้องกันเสียงแตก
ในสายตาของ อาจารย์ยุทธพร การที่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับมาใช้วาทกรรม "แบ่งเขาแบ่งเรา" อย่างเข้มข้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือ "การเมืองในการสร้างความเกลียดชัง" ที่มีพลังขับเคลื่อนสูงกว่าการหาเสียงแบบสร้างสรรค์
"พอเป็นการใช้การเมืองแบบแบ่งขั้วเพื่อสร้างความเกลียดชังเนี่ย มันจะมีพลังในการขับเคลื่อน... ออกมาแสดงออกในการเลือกตั้งเนี่ย มากกว่าการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ทั่วไป"
ตั้งแต่พรรคเทพ-พรรคมารในปี 2535, ผีทักษิณ, มาจนถึง "มีเราไม่มีลุง" หรือ "ไม่เลือกเราเขามาแน่" ทั้งหมดนี้คือเทคนิคการ "บล็อก" คะแนนเสียงไม่ให้ข้ามฝั่ง และเป็นการกระตุ้นให้คนตัดสินใจในนาทีสุดท้ายผ่านความกลัวและการต่อต้าน (Vote Against) คือไม่ได้เลือกเพราะรักพรรคนี้ แต่เลือกเพราะเกลียดอีกพรรคหนึ่งมากกว่า
"ตกปลาในบ่อเพื่อน" เมื่อขั้วเดียวกัน ห้ำหั่นกันเอง
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้คือสิ่งที่ อาจารย์ยุทธพร เรียกว่า "การตกปลาในบ่อเพื่อน" ในขณะที่การตัดสินใจข้าม "ขั้ว" (เช่น จากส้มไปน้ำเงิน) เป็นเรื่องยาก แต่การตัดสินใจข้าม "ค่าย" ในขั้วเดียวกันนั้นเป็นไปได้สูงมาก โดยเฉพาะในฝั่งอนุรักษนิยมที่ปัจจุบัน "เสียงแตก" อย่างหนัก ระหว่าง ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติ
วาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" หรือ "เสียงต้องไม่แตก" จึงถูกนำมาใช้เพื่อผนึกกำลังในขั้วของตนเอง ไม่ให้คะแนนไหลไปหาพรรคเพื่อนบ้านที่ชูอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน
สแกน "คาแรคเตอร์" 3 พรรคใหญ่ โค้งสุดท้าย
เมื่อเข้าสู่ช่วงตัดสินใจ แต่ละพรรคต่างงัด "ท่าไม้ตาย" และตัวตนที่ชัดเจนออกมาประชันกัน
พรรคประชาชน เน้นคาแรคเตอร์การตรวจสอบและท้าทายอำนาจรัฐ แต่ อาจารย์ยุทธพร ตั้งข้อสังเกตว่าการหันมาเล่นประเด็น "จับโกงประกันสังคม" อาจทำให้เสียตัวตนเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง และถูกมองว่าไม่ต่างจากกลุ่ม "สลิ่ม" ในอดีตที่เน้นเรื่องการปราบโกง
พรรคภูมิใจไทย พยายามปรับลุคจาก "พรรคลูกทุ่ง" สู่ "พรรคลูกกรุง" ชูความเป็นชาตินิยมและอนุรักษนิยมใหม่ เพื่อดึงคะแนนคนชั้นกลางและปักธงในกรุงเทพฯ
พรรคเพื่อไทย ยังคงยึดโยงกับคาแรคเตอร์ "ปากท้องและเศรษฐกิจ" ผ่านนโยบายประชานิยมที่เป็นจุดขายหลักตั้งแต่อดีต
วิเคราะห์จำนวน สส. ฉบับ "ยุทธพร"
จากการวิเคราะห์สถานการณ์และโพลในมือ อาจารย์ยุทธพร ได้คาดการณ์ตัวเลขที่อาจจะทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ โดยเฉพาะการเบียดกันระหว่าง "น้ำเงิน" และ "ส้ม"
พรรคภูมิใจไทย (140 - 150 ที่นั่ง) มีโอกาสสูงที่จะเบียดเข้าป้ายเป็น อันดับ 1 ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้มแข็ง
พรรคประชาชน (120 - 140 ที่นั่ง) ยังคงรักษาฐานเสียงได้ดี แต่ในกรุงเทพฯ อาจจะหายไปประมาณ 7-10 เขต (เหลือประมาณ 20-25 ที่นั่ง)
พรรคเพื่อไทย (100 - 120 ที่นั่ง) อยู่ในเกณฑ์ประคองตัว เน้นพื้นที่ยุทธศาสตร์ปากท้อง
ประชาธิปัตย์ (20 - 30 ที่นั่ง) เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในบางพื้นที่
ปรากฏการณ์ "นีโอสลิ่ม"
ประเด็นน่าจับตาใน กทม. อาจารย์ยุทธพร ใช้คำว่า "นีโอสลิ่ม" คือ กลุ่มคนที่เคยเลือกแนวทางอนุรักษนิยม แต่อาจจะปันใจมาให้ พรรคประชาชน เพราะความผิดหวัง หรืออาจจะสวิงกลับไปที่ ประชาธิปัตย์ หรือ ภูมิใจไทย ถ้า "วาทกรรมความกลัว" ทำงานได้ผล
แม้เราจะอยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย มี AI และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ ดร.ยุทธพร ย้ำว่า "แก่นแกน" ของการเมืองไทยยังเหมือนเดิม คือโครงสร้างสังคมที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรง ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2475
การใช้วาทกรรม "ความเกลียดชัง" อาจเป็นเทคนิคที่ "ได้ผล" ในการเก็บคะแนนเสียง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างสรรค์อนาคตให้กับประเทศ ประชาชนจึงต้อง "รู้เท่าทัน" และไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของจักรกลทางการเมืองที่มุ่งหวังเพียงแค่ชัยชนะในกระดานเลือกตั้งเท่านั้น
สนามเลือกตั้งปี 2566 จึงไม่ใช่แค่การเลือกว่า "ใครจะบริหารประเทศ" แต่เป็นการวัดใจประชาชนว่า เราจะก้าวข้าม "วาทกรรมความเกลียดชัง" แล้วหันมาเลือกที่ "วิสัยทัศน์และนโยบาย" ได้จริงๆ หรือยัง?
เพราะถ้าเรายังตัดสินใจด้วยความกลัว เราก็จะได้เพียงแค่ "เครื่องจักรเลือกตั้ง" เข้าไปทำงานในสภาฯ ไม่ใช่ผู้แทนที่เข้าไปรับใช้เจตนารมณ์ของประชาชนจริงๆ



.jpg&w=3840&q=75)
