ที่พรรคเพื่อไทย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ และ กฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมาริษอ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยว่า จากกรณีที่โฆษกกองทัพบกแถลงถึงการลักลอบรื้อถอนรั้วลวดหนาม และการวางทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของประเทศไทยภายหลังการลงนาม ปฏิญญาสันติภาพไทย–กัมพูชา จนเป็นเหตุให้ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บ 4 นายนั้น
พรรคเพื่อไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเสนอให้กองทัพฯ ใช้ หุ่นยนต์เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยขอรับการสนับสนุนจากองค์กรของสหภาพยุโรปไว้ เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียของพี่น้องทหารไทยในอนาคต พร้อมระบุถึงประเด็นที่ประณามกัมพูชาว่า
1.ประณามกัมพูชา ขอประณามกัมพูชาสำหรับการกระทำที่เป็นการละเมิด ปฏิญญาสันติภาพ ข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึกในหลักมนุษยธรรมและความจริงใจต่อกระบวนการสันติภาพ
2. เสนอใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บกู้ พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาลต่อยอดแนวทางการเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยดำเนินไว้ โดยผลักดันความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ทั้งนี้ควรใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น หุ่นยนต์กำหนดเป้าหมายและเก็บกู้ทุ่นระเบิด ระบบ surveillance เพื่อตรวจจับการละเมิดและการลักลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ไทย
3.เรียกร้องรัฐบาลยกระดับกดดันกัมพูชาผ่านอาเซียนและนานาชาติ พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งยกระดับมาตรการกดดันกัมพูชาอย่างจริงจัง ผ่านช่องทางทางการทูต โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และอดีตประธานอาเซียน , Romualdez Marcos Jr. ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนคนต่อไป , โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้ผลักดันปฏิญญาสันติภาพ และรัฐบาลจีน ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงหยุดยิงไทย–กัมพูชาที่เมืองปุตรจายา ประเทศมาเลเซีย
4. ผลักดันประณามกัมพูชาในเวทีโลก พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาล ยกระดับการกดดันผ่านประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยผลักดันเรื่องนี้ไว้แล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกกรณีนี้เข้าสู่วาระการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา (22nd Meeting of the States Parties to the Ottawa Convention) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–5 ธ.ค.ณ นครเจนีวา เพื่อประณามกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐภาคีกดดันให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง
5. เสนอเร่งปราบสแกมเมอร์ กดดันกัมพูชาเชิงรุก พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งผลักดันการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยให้รัฐบาลไทยกลับมาแสดงบทบาทนำเหมือนในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เคยผลักดันให้เกิดความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาเซียน ความร่วมมือทวิภาคีกับมหาอำนาจ และกับ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) โดยมุ่งเน้นการ ตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน กฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กล่าวว่า การปราบสแกมเมอร์ เป็นการเดินหน้ากดดันกัมพูชาเชิงรุก ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้เคยริเริ่มไว้จนไทยมีบทบาทนำ แต่ยังต้องเดินหน้าขยายผลให้มากกว่านี้ โดยขอเสนอรัฐบาลปัจจุบันให้เร่งดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้
1.ตามแล้วตามอยู่และวันนี้จะขอตามต่อ และวันนี้จะขอติดตามการดำเนินคดีของ prince Group ที่หลายประเทศได้ทำไปแล้วไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจัดการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่ในรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลสอบของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แฉว่าถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน แลกกับการไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ได้ตั้งคณะกรรมการไว้แล้ว และเคยบอกว่าจะมาสรุปผลภายในสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา วันนี้จะกลางเดือนพ.ย.แล้ว ขอให้รีบเร่งสรุปผล พร้อมทั้งขยายผลจับกุมไปยังต้นตอด้วย
2.ติดตามเส้นทางการเงิน เงินทุกบาทที่อาชญากรเอาไป รัฐบาลต้องเอาคืนให้พี่น้องประชาชนให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ด้วยการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี 3.ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าความร่วมมือปราบสแกม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย-จีน-กัมพูชา โดยให้พิจารณาพัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา เพราะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่ได้ผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด





