การ ‘เปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู’ ด้วยวิธีปราศรัยวิจารณ์ ‘พรรคประชาชน’ ของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ กลางเวทีหาเสียงนายกฯ อบจ. อุดรธานี ทางการเมืองถือเป็นการ ‘ประกาศศึก’ ชนิดเปิดหน้าเข้าชน ผนวกกับ ‘พรรคส้ม’ ออกลูกโต้กลับแบบหมัดต่อหมัด ย่อมทำให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถูกนิยามว่าเป็นบทปฐมฤกษ์ของ ‘สงครามส้มแดง’
การที่ ‘ทักษิณ’ มีพฤติการณ์และคำพูดแบบท้าชน เหมือนเป็นการพยายามสะท้อนให้ ‘กลุ่มอนุรักษ์นิยม’ เห็นว่าตนเองและ ‘เพื่อไทย’ พร้อมเป็น ‘ม้าใช้’ ในการเข้าต่อกรกับพรรคคนรุ่นใหม่
ทว่า หากมองให้ลึกตามกลยุทธ์ทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นที่อุดรฯ อาจไม่ใช่แค่การท้ารบเฉพาะกลุ่ม แต่อาจซ่อนนัยเหมารวมขั้วต่างๆ ไว้ด้วย ทำให้ภาพการเมืองแบบ ‘4 ก๊ก’ ถูกฉายเร็วยิ่งขึ้น
‘ทักษิณ’ เป่านกหวีด ‘คิกออฟเลือกตั้ง’
“วันนี้เพื่อไทยประกาศชัด พรรคประชาชนคือคู่แข่งมือวางอันดับหนึ่ง แต่ในมุมลึกพรรคภูมิใจไทยก็ยังถือเป็นคู่แข่งอยู่ด้วย แม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม รวมถึงกลุ่มพรรคอนุรักษ์นิยมอื่นๆ ที่เคยมีฐานอำนาจในรัฐบาลชุดก่อน ดังนั้นความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ ในวันนี้จึงเปรียบเสมือนโหมโรงการเลือกตั้งทั้งระบบ ให้ดุเดือดยิ่งขึ้น”
เป็นการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ของ ‘ดร.สติธร ธนานิธิโชติ’ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ที่มองว่า ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ประกาศศึกกับแค่พรรคประชาชน แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในซีกรัฐบาลด้วย เพราะการที่ปราศรัยว่าจะต้องได้ สส.200 ที่นั่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย กลุ่มมวลชนฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยเอง ก็ล้วนแต่ให้การสนับสนุน ‘พรรคส้ม’ ทำให้เงื่อนไขเรื่อง ‘สรรพกำลัง’ จำเป็นต้องได้จากกลุ่มขั้วอำนาจเก่าเข้ามาสมทบ
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ สติธร เชื่อว่า การเดินหน้าคิกออฟของทักษิณ เปรียบเสมือนการ ‘เป่านกหวีด’ ให้ทุกฝ่ายได้เริ่มเกมการแข่งขัน (อย่างเป็นทางการ) ก่อนจะเข้าสู่สนามจริงในการเลือกตั้งปี 2570 ซึ่งการเลือกใช้ประตูบานแรก อย่าง ‘สนามท้องถิ่น’ ก็เพราะเป็นรากฐานของการเลือกตั้งระดับประเทศ ซึ่งการประกาศศึกกับพรรคประชาชนเป็นเพียงนัย แต่หากมองในมุมความเคลื่อนไหวมันคือการประกาศออกรบกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย
อย่าง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่มี ‘กลุ่มบ้านใหญ่’ กระจายตัวอยู่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการที่พรรคเพื่อไทย ชิงลงพื้นที่หาเสียงนายก อบจ. จังหวัดอุดรธานี ก็เพื่อกระชับวงล้อมฐานเสียงของตัวเอง หรืออาจเข้าไปเชื้อเชิญเครือข่ายอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังเพิ่ม หรือแม้แต่ขั้วการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งดั้งเดิม อย่าง ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ - พลังประชารัฐ - ประชาธิปัตย์’ เองก็ถือได้ว่าร่วมสังฆกรรมกับปรากฏการณ์ครั้งนี้้เช่นกัน
ศึกประชานิยม - ชิงความป็อปปูล่า
สติธร คิดว่า อย่างไรเสียพรรคเพื่อไทย ยังคงเร่งเดินหน้าทำนโยบายประชาชน (ตามที่ถนัด) เหมือนเดิม แต่อาจเพิ่มเติมด้วยการเสริมสร้างคะแนนนิยมส่วนบุคคล เพราะนับตั้งแต่การเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา ‘แบรนด์ทักษิณ’ ไม่ได้ตอบโจทย์ฐานเสียงเดิมแล้วเฉกเช่น ‘สมัยรัฐบาลไทยรักไทย’ เพราะมี ‘แบรนด์สีส้ม’ เข้ามาตีตลาดร่วมส่วนแบ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องยากที่จะดึงมวลชน ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง เพราะจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดกับ ‘สงครามสีเสื้อ’ อยู่ ดังนั้นทักษิณและพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องเคลื่อนไหวทั้ง 2 มิติให้ครบถ้วน
ส่วนตัวเลข สส. 200 เก้าอี้ ที่พรรคเพื่อไทยคาดหวัง มีความเป็นไปได้ยากที่จะได้จากมวลชนสีส้ม อาจได้เพียงเขตเลือกตั้งเฉพาะเท่านั้น จึงมีความจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมือง ที่ปัจจุบันอยู่ในปีกรัฐบาล เพื่อสร้างความปึกแผ่น ผ่านยุทธศาสตร์ต่อรอง และการชิงหัวหรือฐานคะแนนบางส่วน (โดยไม่ยุ่งกับตัวผู้สมัคร) เพื่อเติมในสัดส่วนที่ขาด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบกว่าการหักดิบ เพราะต้องเผชิญกับศึกหลายด้าน
สติธร อธิบายว่า การที่ทักษิณเลือกวางตัวเลขชนิดที่ ‘ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้’ เป็นเพราะได้รับบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จึงเลือกวางยุทธศาสตร์ ‘ตามความเป็นจริง’ ว่าโอกาสแลนด์สไลด์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ อันเนื่องมาจาก ‘สายธารสีส้ม’ ซึ่งเป็นขุมกำลังเดิมของพรรคเพื่อไทย
“หากคุณทักษิณประกาศเอา 250 - 290 ที่นั่ง เพื่อนๆ ก็ต้องระแวงว่าจะถูกตีหัวเข้าบ้าน ดังนั้น 200 เก้าอี้จึงเป็นตัวเลขที่เพียงพอ ในการต่อการสู้กับสีส้มอย่างไม่ประมาทท ขณะเดียวกันต้องรักษาสัมพันธภาพของมิตรในวันนี้ด้วย เอาแค่ตอนนี้ไปขอกลุ่มผู้กองธรรมนัสอีก 30 เก้าอี้ ก็เกือบครบแล้ว ไปหาจากส้มอีกในบางพื้นที่มาเติมเต็มก็ได้ตามที่ประกาศไว้ ทุกฝ่ายก็แฮปปี้ จะมาคิดว่าเป็นเบอร์หนึ่งแล้วตั้งรัฐบาลคนเดียวมันทำไม่ได้เเล้ว”
— สติธร กล่าว
ส่วนขั้วอนุรักษ์นิยม (ฮาร์ตคอ) ที่อาจจะเพิ่มขุมกำลังผ่านการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ จะมีส่วนแบ่ง หรือสร้างความเป็นปึกแผ่นกับ ขั้วการเมืองอนุรักษ์นิยมทั่วไป ได้เหมือนกับช่วง ‘รัฐบาลประยุทธ์’ จนส่งผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ สติธร มองว่า พรรคเพื่อไทยต้องไม่ประมาท แม้ปัจจุบันพรรคเหล่านี้จะมีจำนวน สส. น้อยและอยู่ในฐานะพรรคขนาดกลางค่อนเล็ก แต่ขณะเดียวกัน ‘พรรคโทนน้ำเงินเข้ม’ ก็กำลังอยู่ในช่วงการปรับเกมด้วย ‘การหาจุดศูนย์รวม’ หากวันหนึ่งมีบุคคลที่มีคาแลคเตอร์ดึงดูดเฉกเช่นเดียวกับ ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ที่เคยเปิดตัวในนามพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 2562 อาจเป็นคู่แข่งที่หน้ากลัวสำหรับพรรคเพื่อไทย และยิ่งเป็นกลุ่มคู่ขัดแย้งเดิมด้วยแล้ว จึงอาจทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ในระดับสำคัญ
ดังนั้น ทุกความเคลื่อนไหวของ ‘ทักษิณ’ ยังเป็นที่จับตามองอยู่เสมอ เพราะทุกขยักล้วนสร้างแรงกระเพื่อม ในทุกองคาพยพ ส่วนสถานการณ์ ‘4 ก๊ก’ จะจบลงเช่นไร ประชนชนเท่านั้นคือผู้กำหนด...




