ความร้อนแรงทางการเมืองไทยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องฮั้ว สว. เท่านั้น
แต่จุดสำคัญที่น่าสนใจยังไปอยู่ที่สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นและศึกเลือกตั้งใน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาฬสินธุ์, การเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3, การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี และ การเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น
ศึกเลือกตั้งทั้ง 4 สนามนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีแย่งชิงเก้าอี้บริหารระดับจังหวัดหรือที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย
ตลอดจนเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคประชาชน ว่าจะสามารถแปลงคะแนนนิยมระดับชาติให้เป็นชัยชนะในระดับท้องถิ่นได้จริง หรือกำลังเผชิญภาวะแผ่วแรงตามคำปรามาสของฝ่ายตรงข้าม
สนามนายก อบจ.กาฬสินธุ์น้ำเงินถอยให้แดง
การเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 จับตาไปที่ แชมป์เก่า "ไข่มุก" เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ จากพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ
การรีเซ็ตเกมเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้ เฉลิมขวัญคว้าหมายเลข 1 ชูนโยบาย "5 สร้าง" เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาท้องถิ่นเข้ากับงบประมาณและนโยบายของรัฐบาลแบบไร้รอยต่อ โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทยระดับประเทศ ทั้ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยกทัพลงพื้นที่ปราศรัยใหญ่อ้อนขอคะแนนจากชาวน้ำดำอย่างคึกคัก
ขณะที่ผู้ท้าชิงหมายเลข 2 คือ "กำนันหิต" ประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ 6 สมัย ผู้เคยสังกัดพรรคเพื่อไทยก่อนจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ในศึกครั้งนี้ ประเสริฐเลือกสวมหมวกผู้สมัครอิสระในนาม "ทีมฮักแพงเบิ่งแยงกาฬสินธุ์"
โดยเน้นการดึงเครือข่ายคอนเนกชันระดับประเทศ และชูนโยบายเร่งแก้ปัญหาแหล่งน้ำ ปากท้อง และยาเสพติด เพื่อเจาะฐานเสียงเขตเมืองและพื้นที่รอบนอก
การเมืองของสนามกาฬสินธุ์สะท้อนว่า พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์ "ถอยให้" เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกลับไม่สามารถสร้างฐานเสียงหรือแทรกตัวเข้าสู่วังวนอำนาจท้องถิ่นของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เลย สะท้อนถึงเกราะป้องกันที่เหนียวแน่นของเครือข่ายบ้านใหญ่และพรรคการเมืองกระแสหลักในพื้นที่
เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 แดง ถอยให้น้ำเงิน
ขยับมาที่ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 จัดขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเสียชีวิตของ หรั่ง ธุระพล อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย
สนามนี้ถือเป็นเวทีที่ผลการแข่งขันแทบจะคาดเดาได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มก้าวเข้าคูหา โดยมีผู้สมัครหลัก 2 ราย คือ หมายเลข 1 ขจิตร ชัยนิคม จากพรรคประชาธิปไตยใหม่ อดีต สส.อุดรธานี 5 สมัยและอดีต สส.พรรคเพื่อไทย
หมายเลข 2 อธิการ แก้วเครือศรี ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีดีกรีเป็นลูกเขยของ สส.หรั่ง ธุระพล และมีฐานเสียงการเมืองท้องถิ่นในอำเภอเพ็ญอย่างแน่นหนา
ปรากฏการณ์สำคัญในศึกอุดรธานี เขต 3 คือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน เหตุผลหลักย่อมหนีไม่พ้นการรักษามารยาททางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้เกียรติเจ้าของพื้นที่เดิมอย่างพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ยอมถอนตัวไม่ส่งผู้สมัครลงชิงชัยเช่นกัน
การเว้นว่างสนามของพรรคประชาชนถูกมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนภาวะถดถอยและข้อจำกัดในการขยายฐานเสียงในภาคอีสาน เนื่องจากตามธรรมเนียมการเมือง สนามเลือกตั้งซ่อมคือเวทีอุ่นเครื่องและประลองกำลังสำคัญระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
การที่พรรคประชาชนปฏิเสธการลงสนาม ทำให้ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยแทบจะแต่งตัวรอเดินกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้อย่างสบายมือ
นายก อบจ.นนทบุรี บททดสอบ 'กระแสส้ม' ชน 'ผึ้งหลวง'
หากจะหาสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่ดุเดือดและน่าจับตาที่สุด สนามเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ในวันที่ 20 กันยายน 2569 คือคำตอบนั้นอย่างแท้จริง
ชนวนเหตุเกิดขึ้นจากการสูญเสีย พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ หรือ "นายกเด" อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ผู้กุมอำนาจบริหารท้องถิ่นยาวนานกว่า 20 ปี
การจากไปอย่างกะทันหันทำให้โครงสร้างอำนาจท้องถิ่นเกิดภาวะสุญญากาศ ส่งผลให้กลุ่มบ้านใหญ่ "ผึ้งหลวง" ต้องจัดทัพใหม่และมีมติส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย ลงสนามแทน หลังจากตัวเต็งเดิมติดปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยชูนโยบายสานต่อนโยบายเดิมด้านการศึกษา การกีฬา และสาธารณสุข
ในอีกฝั่งหนึ่ง นนทบุรีขึ้นชื่อว่าเป็น "เมืองหลวงสีส้ม" ในระดับการเมืองใหญ่ โดยพรรคประชาชนสามารถกวาดเก้าอี้ สส. ยกจังหวัดทั้ง 8 เขตได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่ง รศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงสนามท้าชน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคมีความตั้งใจจริงในการเอาชนะระบบบ้านใหญ่ในระดับท้องถิ่น
การต่อสู้ที่นนทบุรีจึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า "กระแสส้ม" ที่เคยครองแชมป์ในสนามระดับชาติ จะสามารถหักล้างบารมีและฐานคะแนนความผูกพันของกลุ่มผึ้งหลวงในระดับท้องถิ่นได้หรือไม่
บทเรียนจากการเลือกตั้ง อบจ. สองครั้งที่ผ่านมา พรรคส้มเคยกวาดคะแนนหลักแสน แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับ พ.ต.อ.ธงชัย การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นคำตอบว่า หากไร้ชื่อของ พ.ต.อ.ธงชัย แล้ว ค่ายสีส้มจะสามารถยึดเมืองท่าน้ำนนท์ได้สำเร็จ หรือกระแสส้มจะอ่อนแรงลงตามที่ถูกสบประมาทไว้
นายก อบจ.ขอนแก่น 'กล้าธรรม' ลุยเดี่ยว ปะทะ นายก 6 สมัย
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นอีกหนึ่งสนามที่ไม่อาจมองข้าม สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้เกิดการรีแมตช์ระหว่างผู้สมัครสองขั้วอำนาจ
ผู้สมัครหมายเลข 1 คือ วัฒนา ช่างเหลา อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น คนล่าสุด และบุตรชายของ เอกราช ช่างเหลา วัฒนาลงสนามรอบนี้ภายใต้การหนุนหลังอย่างเต็มตัวของ "พรรคกล้าธรรม" ค่ายสีเขียวที่กำลังขยายอิทธิพลทางการเมืองอย่างก้าวกระโดด
การตัดสินใจส่งผู้สมัครลุยเดี่ยวของพรรคกล้าธรรมโดยไม่เกรงใจค่ายใหญ่ สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การรุกหนักเพื่อสถาปนาฐานอำนาจใหม่ในภาคอีสาน
ขณะที่ผู้สมัครหมายเลข 2 คือ พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น 6 สมัย ผู้เป็นตำนานการเมืองท้องถิ่นขอนแก่น
แม้พงษ์ศักดิ์จะไม่ได้รับการเปิดหน้าชูมือจากพรรคการเมืองใดอย่างเป็นทางการ แต่ในทางลึก เขากลับได้รับแรงหนุนและสายสัมพันธ์อันแน่นหนาจากบุคลากรระดับ สส. และแกนนำพรรคเพื่อไทยในพื้นที่หลายคน
การปะทะกันที่ขอนแก่นจึงเป็นเกมวัดบารมีระหว่าง "สายสัมพันธ์บ้านใหญ่เดิมที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นฉากหลัง" กับ "แรงขับเคลื่อนของพรรคกล้าธรรม" ที่พร้อมจะสลายโครงสร้างอำนาจเก่าในอีสานตอนบน
ปรากฏการณ์ทางการเมืองจากการเลือกตั้งทั้ง 4 สเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนเกี่ยวกับภูมิทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้
ประการแรก "สภาวะพันธมิตรรัฐบาลผสม" ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย สะท้อนให้เห็นผ่านการเลี่ยงจัดทีมชนกันโดยตรงในระดับท้องถิ่นและศึกเลือกตั้งซ่อม
การบริหารจัดการพื้นที่อย่างเรียบร้อยที่กาฬสินธุ์และอุดรธานี แสดงถึงการรักษาสมดุลอำนาจเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลในระดับชาติ
ประการที่สอง โจทย์หินของพรรคประชาชนในสนามท้องถิ่น การถอนตัวจากสนามอุดรธานี เขต 3 และการต้องแบกรับความคาดหวังสูงลิ่วในสนาม อบจ.นนทบุรี สะท้อนให้เห็นว่า "กระแสส้ม" ในระดับชาติยังคงมีระยะห่างจากการแปรเปลี่ยนเป็น "คะแนนเสียงระดับท้องถิ่น"
โครงสร้างบ้านใหญ่ ผูกพันเชิงพื้นที่ และเครือข่ายอุปถัมภ์ยังคงเป็นปราการสำคัญที่ค่ายสีส้มต้องเจาะให้เข้า หากคิดจะสถาปนาอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ
ประการสุดท้าย การแทรกตัวของพรรคตัวแปรใหม่ การรุกหนักของพรรคกล้าธรรมในสนาม อบจ.ขอนแก่น ชี้ให้เห็นว่าสภาวะการเมืองไทยกำลังเปิดพื้นที่ให้แก่พรรคการเมืองขนาดกลางที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร เข้ามาแทรกแซงและรบกวนดุลอำนาจเดิมของพรรคการเมืองขนาดใหญ่
ผลลัพธ์จากการลงคะแนนในทั้ง 4 สนามเลือกตั้งนี้ จึงไม่ได้จบลงเพียงแค่การได้ตัวนายก อบจ. หรือ สส. คนใหม่เท่านั้น แต่จะเป็นเข็มทิศชี้วัดความพร้อม กระแสนิยม และยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ในการเตรียมรับมือกับสงครามการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป
-3.jpg&w=3840&q=75)






