ในสมการอำนาจของการเมืองไทย "วุฒิสภา" หรือ "สภาสูง" มักถูกวาดภาพฝันให้ทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยงประชาธิปไตย" และสภากลั่นกรองกฎหมายที่มีความเป็นกลาง ปลอดพ้นจากผลประโยชน์ส่วนตน
แต่ในโลกความเป็นจริงตลอดหลายทศวรรษ ประวัติศาสตร์กลับบันทึกบทเรียนที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง เมื่อสภาสูงกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ กลุ่มชนชั้นนำ-พรรคการเมือง ต่างช่วงชิงความได้เปรียบ ไม่ว่ากติกาจะถูกออกแบบให้ซับซ้อนหรือรัดกุมเพียงใด กลไกเหล่านั้นกลับถูกถอดรหัสและ "แฮ็กระบบ" โดยเครือข่ายอำนาจในแต่ละยุคอย่างเป็นระบบ
จุดเริ่มต้น 'พฤฒสภา' สู่ 'วุฒิสภา' แต่งตั้ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2489 ถือเป็นหมุดหมายแรกที่สยามเปลี่ยนมาใช้ระบบสองสภา โดยยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วสถาปนา "พฤฒสภา" จำนวน 80 คน ขึ้นมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย
แม้ตัวบทจะระบุให้พฤฒสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของประชาชน แต่ในบทเฉพาะกาลวาระเริ่มแรก กลับบัญญัติให้ สส. ที่อยู่ในตำแหน่งทำหน้าที่เป็น "องค์การเลือกตั้ง"
ช่องว่างทางเทคนิคนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มคณะราษฎรและพันธมิตร ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น โหวตเลือกบุคคลสำคัญ รัฐมนตรี และเครือข่ายทางการเมืองของตนเข้ามาดำรงตำแหน่งพฤฒสมาชิกอย่างครบถ้วน
สภาสูงชุดแรกจึงทำหน้าที่เป็นฐานรองรับนโยบายของกลุ่มอำนาจใหม่ ก่อนจะสิ้นสุดลงพร้อมกับการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490
ภายหลังการยึดอำนาจในปี 2490 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการจากพฤฒสภามาเป็น "วุฒิสภา"
กติกาใหม่ในยุคนี้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 100 คน ตามคำแนะนำของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้คณะรัฐบาลและผู้นำทหารสามารถคัดเลือก กลุ่มนายทหาร ข้าราชการระดับสูง และผู้สนับสนุนทางการเมือง เข้ามาเป็น สว. โดยตรง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับอำนาจบริหารของ รัฐบาลรัฐประหาร
จาก 'สภาผัวเมีย' สู่ 'สภาทหารเกณฑ์'
การปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าสภาสูงให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นครั้งแรก โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญตั้งใจตัดขาด สว. จากอิทธิพลของพรรคการเมือง โดยกำหนดคุณสมบัติให้ต้องเป็นกลางและห้ามสังกัดพรรค
อย่างไรก็ดี พรรคการเมืองขนาดใหญ่และกลุ่มทุนการเมืองท้องถิ่นได้เจาะช่องว่างดังกล่าว ด้วยการส่งสามี ภรรยา บุตร หรือเครือญาติสนิทของ สส. ลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.
การพึ่งพา ฐานคะแนนจัดตั้ง และ เครือข่ายหัวคะแนนเดียวกันในพื้นที่ ทำให้สภาสูงถูกครอบงำโดยเครือข่ายการเมืองเดียวกับสภาล่าง จนกลายเป็นที่มาของฉายา "สภาผัวเมีย" ที่สะท้อนความล้มเหลวของการออกแบบความเป็นกลาง
ต่อมาภายหลังการรัฐประหาร 2557 รัฐธรรมนูญ 2560 ได้วางกลไกเฉพาะกาลด้วยการให้มี สว. จำนวน 250 คน คัดเลือกโดยคณะกรรมการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้ง
พร้อมเสริมอำนาจพิเศษให้ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สภาสูงชุดนี้มีเอกภาพในการลงคะแนนเพื่อสนับสนุนฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐประหารอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน การทำหน้าที่อย่างมีวินัยและตอบสนองศูนย์กลางอำนาจอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้สังคมและแวดวงการเมืองขนานนามว่าเป็น "สภาทหารเกณฑ์"
ปรากฏการณ์ 'สว.สีน้ำเงิน'
เมื่อบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง การคัดเลือก สว. ชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเลือกกันเองของผู้สมัครใน 20 กลุ่มอาชีพ ควบคู่กับการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ ซึ่งผู้ออกแบบเชื่อมั่นว่าจะสามารถสกัดกั้นการแทรกแซงจากพรรคการเมืองได้
แต่ในทางปฏิบัติมีการตั้ง ข้อสังเกตจากพรรคประชาชน ว่า ฝ่ายการเมืองและกลุ่มอำนาจระดับท้องถิ่น กลับใช้วิธีการส่งคนสมัครแบบปูพรมในระดับอำเภอเพื่อสร้างฐานเสียงจัดตั้ง มีการจัดทำ "โพยคะแนน" นัดแนะการลงคะแนนบล็อกโหวตและเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพอย่างเป็นระบบ ยุทธวิธีนี้ส่งผลให้ เครือข่ายการเมือง สามารถกวาดที่นั่ง สว. ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ในระดับประเทศ จนนำไปสู่การขนานนามว่า "สว.สีน้ำเงิน"
ประวัติศาสตร์เกือบหนึ่งศตวรรษของสภาสูงไทยชี้ชัดว่า รัฐธรรมนูญไม่เคยดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศจากความเป็นจริงทางการเมือง ไม่ว่าสูตรการได้มาซึ่ง สว. จะถูกประดิษฐ์ขึ้นในรูปแบบแต่งตั้ง เลือกตั้งตรง หรือเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพ
พลังของการจัดตั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์ และ ทุนการเมือง ก็สามารถค้นพบวิธีแทรกแซงและเข้าควบคุมโครงสร้างเหล่านั้นได้เสมอ การปฏิรูปสถาบันนิติบัญญัติในอนาคต จึงมิอาจพึ่งพาเพียงเทคนิคทางกฎหมายที่ซับซ้อน แต่จำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันมิให้ สภาสูง ตกเป็นเบี้ยล่างของการผูกขาดอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.jpg&w=3840&q=75)
อ้างอิง





