มท.2 โต้สั่งปิดเขื่อนขุนด่านฯ ลั่น ‘ไม่มีใครโง่พอทำเขื่อนแตก’

29 ก.ย. 2569 - 13:33

  • ‘มท.2’ โต้สั่งปิดเขื่อนขุนด่านฯ ยันแค่หารือชะลอน้ำช่วยประชาชน

  • ลั่น ‘ไม่มีใครโง่พอทำเขื่อนแตก’ น้อมรับทุกคำติชมจากนักวิชาการ

  • พร้อมเดินหน้าลุยน้ำท่วมแฟลตคลองจั่น ตั้งศูนย์แพทย์การเคหะร่มเกล้า และส่งโรงครัวช่วยชาวบ้านเต็มกำลัง

มท.2 โต้สั่งปิดเขื่อนขุนด่านฯ ลั่น ‘ไม่มีใครโง่พอทำเขื่อนแตก’

พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ หลังสั่งการให้ปิดประตูระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ว่า วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ลงพื้นที่เพื่อประชุมภาพรวมของจังหวัด ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุขจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้เคลื่อนย้ายไปประชุมที่เขื่อน เมื่อฟังรายงานเสร็จ ก็ได้รับรายงานว่า น้ำในเขื่อนไม่ถึง 100% มีประมาณ 97% และน้ำที่เติมมาจากเขาใหญ่อยู่ในอัตราส่วนประมาณ 20% ของน้ำฝนที่ลงจากเขาใหญ่เมื่อวันที่ 26 ก.ย

ทั้งนี้ เมื่อเดินทางไปถึงที่หน้าเขื่อน ได้มีการสอบถามกับผู้อำนวยการเขื่อนขุนด่านปราการชล สามารถชะลอการปล่อยน้ำได้หรือไม่ ซึ่งผู้อำนวยการเขื่อนบอกว่าได้ และส่วนตัวได้สอบถามว่าสามารถทำการปิดชั่วคราวได้หรือไม่ ผู้อำนวยการเขื่อนแจ้งว่าสามารถปิดได้ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์จริงๆ ในวันนั้น หากน้ำในบ้านเรือประชาชนสูงราวประมาณ 30 ซม. ถ้าเราชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อน เราสามารถที่จะคงระดับน้ำไว้ หรือระดับน้ำอาจจะลดลงได้ แต่ถ้าหากยิ่งระบายน้ำจากเขื่อน น้ำก็จะยิ่งสูง เจตนารมณ์มีเพียงแค่นั้นเลย

“ผมไม่เคยไปบอกว่า ให้ปิดถาวร หรือให้ปิดจนน้ำแห้ง สำหรับในพื้นที่ของประชาชน เจตนารมณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย สำหรับคำวิพากษ์คำวิจารณ์ ไม่เป็นไร ผมน้อมรับหมด ผมยอมรับผิดให้ไม่มีปัญหา ถึงแม้ความรู้ความสามารถ ผมไม่ได้จบวิศวะหรือการบริหารน้ำ แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถโง่พอให้เขื่อนแตก น้ำเกิน 100% แล้วทำให้เขื่อนแตก และน้ำไหลลงมาทำร้ายพี่น้องประชาชน ซึ่ง ณ วันนั้น นาทีนั้น ข้อมูลนั้น ทุกหน่วยงานที่อยู่กับตน ขอถามกลับไปในเชิงของคำถามไม่ได้เชิงสั่งการ ว่าสามารถชะลอได้หรือไม่ ปิดได้หรือไม่ ซึ่งเขาก็ตอบว่าปิดได้ และถามกลับไปว่าปิดได้นานเท่าไหร่ เขาตอบว่าปิดได้ 2 ชม และผมเดินทางกลับยังไม่ถึงกรุงเทพมหานครเลย เขาก็เปิดประตูระบายน้ำแล้ว ดังนั้น ไม่ได้มีคำสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะไปปิดเขื่อน และด้วยสติปัญญา ทุกคนก็รู้ ถ้าน้ำมามาก แรงดันน้ำเยอะ ก็จะทำให้เขื่อนแตก ความเสียหายมันก็มากกว่านี้เยอะ”

— พลพีร์ กล่าว

พลพีร์ ย้ำว่า วันนั้นเป็นเพียงการหารือ และพูดคุยกัน ได้ข้อตกลงร่วมกันสำหรับทุกๆหน่วยงาน ที่อยู่หน้างานจริง แต่เมื่อกลับมาแล้วการพาดหัวข่าวก็อาจจะดูรุนแรงไปว่า“มท.2 สั่งให้ปิดเขื่อน” ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้ว่ากันเข้าใจในการสื่อสารในมิติของการแจ้งข้อมูลให้กับประชาชน และในวันที่เราไปลงพื้นที่ก็เห็นว่า ระดับน้ำเริ่มลด ประชาชนก็เริ่มกลับเข้าบ้าน ซึ่งขอขอบคุณนักวิชาการ ที่ออกมาวิเคราะห์และสอนอ้อมๆ ซึ่งหวังว่าลูกศิษย์ของอาจารย์ที่ออกมาวิเคราะห์ก็จะมาวิเคราะห์ในเชิงของประชาชน

พลพีร์ กล่าวต่อว่า ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ (29 ก.ย.) จะลงพื้นที่แฟลตคลองจั่น เพื่อไปดูว่าแต่ละตึกยังขาดเหลืออะไรบ้าง ซึ่งเมื่อวาน (28 ก.ย.) ที่ลงพื้นที่ไป ระดับน้ำยังนิ่ง ไม่มีการขยับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากวันนี้หรือพรุ่งนี้น้ำเกิดเน่าเสียอาจจะมีปัญหาอื่นตามมา โดยในวันนี้จะเข้าไปดูว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไรบ้าง พร้อมกันนี้ จะติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากวานนี้ (28 ก.ย.) มีการตั้งวอร์รูม และประชุมนัดแรกไปแล้ว รวมถึงนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริม เพื่อบริการดูแลประชาชน

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนบางส่วนยังไม่ได้รับอาหารนั้น พลพีร์ กล่าวว่า เป็นคำถามที่อยากได้คำตอบเช่นกัน เพราะหากเป็นต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องจัดเตรียมสิ่งของให้ตรงกับจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ก็ไม่ทราบว่า กรุงเทพมหานครบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร แต่กระทรวงมหาดไทยได้เข้าไปช่วยเหลือ รวมถึงโรงครัวต่างๆ ได้เข้ามาตั้งเพื่อประกอบอาหารให้กับประชาชนทุกจุดแล้ว โดยสามารถประกอบอาหารได้ราว 7,000 ชุด และวันนี้จะมีของพรรคภูมิใจไทย มาสนับสนุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะต้องมีคำตอบให้ได้ว่าความช่วยเหลือมีใครทำอะไรในจุดไหนที่เกิดน้ำท่วมบ้าง และเรื่องที่ให้ความสำคัญที่สุดคือ เรื่องการสาธารณสุข เพราะชาวบ้านอยู่ในน้ำมาหลายวันแล้ว น้ำเริ่มมีกลิ่น ยุงลาย

พลพีร์ เปิดเผยว่า จะมีการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข เปลี่ยนพื้นที่ของสำนักงานกรมที่ดินให้เป็นศูนย์การแพทย์ชั่วคราวที่การเคหะร่มเกล้า

เมื่อถามว่า ปริมาณน้ำจะลดลงเมื่อไหร่นั้น พลพีร์ กล่าวว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้การกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ภายใน 2-3 วัน จะลดปริมาณลง เราต้องหาวิธีการนำน้ำออกบริเวณด้านหลังคลองจั่นเป็นหนองน้ำ หากนำน้ำให้ปริมาณลดลงน้อยกว่าน้ำด้านใน อาจจะทำให้น้ำในชุมชนไหลออกไปได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์