‘ประชาชาติ’ ประกาศความพร้อม! ตั้งเป้า ‘สส.เขต’ อย่างน้อย 10 ที่นั่ง

23 ธ.ค. 2568 - 20:13

  • พรรคประชาชาติเปิดตัว ‘รุ่งเรือง พิทยศิริ’ เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ

  • ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา–พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ มั่นใจศักยภาพ พร้อมดันลง สส.บัญชีรายชื่อ

  • ‘ซูการ์โน มะทา’ แจงตั้งเป้า ‘สส.เขต’ อย่างน้อย 10 ที่นั่ง–ใช้กลยุทธ์ “รุ่นเก๋าผสมรุ่นใหม่”

‘ประชาชาติ’ ประกาศความพร้อม! ตั้งเป้า ‘สส.เขต’ อย่างน้อย 10 ที่นั่ง

พรรคประชาชาติ นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ นำแถลงข่าวนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเปิดตัว รุ่งเรือง พิทยศิริ ในฐานะทีมเศรษฐกิจ เข้าสู่พรรคประชาชาติอย่างเป็นทางการ โดย รุ่งเรือง ได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคและมีความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า รุ่งเรือง พิทยศิริ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง มีประวัติการศึกษาโดดเด่นทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์ และปริญญาโท-เอก ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน โดยเคยร่วมงานกับ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ และเคยเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา

ปัญหาที่ใหญ่และวิกฤตที่สุดในขณะนี้คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และความเป็นอยู่ของประชาชน พรรคประชาชาติจึงจำเป็นต้องมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง ดร.รุ่งเรือง คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนโยบายระดับประเทศมาแล้วหลายนโยบาย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้ามาร่วมงานของ รุ่งเรือง ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

  1. ปัญหาเศรษฐกิจ และการหารายได้เข้าประเทศโดยไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน
  2. ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม
  3. ปัญหาความยากจน
  4. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ตัวแทนของพรรคประชาชาติพร้อมที่จะขึ้นเวทีดีเบตและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคมีทีมงานที่พร้อมจะขับเคลื่อนประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังเคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่เมื่อกว่า 20 ปีก่อน พร้อมกล่าวถึงความประทับใจในตัว รุ่งเรือง ว่าเป็น “ต้นกล้าของคนรุ่นใหม่” ตามที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยปรารภไว้ และเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

วันนี้พรรคประชาชาติได้เพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่ง ทั้งในฐานะนักการศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์ ที่จะนำความคิดมาพัฒนาเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคต่อไป

วันมูหะมัดนอร์ มะทา

นอกจากนี้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรค ว่า แม้จะเป็นพรรคขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความเข้มแข็งด้วยอุดมการณ์และผลงานที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการทำงานที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมให้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื้อชาติต่าง ๆ คนชายขอบ หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในเรือนจำ โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยลงไปนั่งรับประทานอาหารร่วมกับผู้ต้องขังเพื่อแสดงถึงการให้เกียรติและสร้างความหวังให้คนไทยทุกคน

สำหรับภารกิจสำคัญ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ระบุว่า นอกเหนือจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจคือเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ เพราะปัจจุบันตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน การได้ รุ่งเรือง มาร่วมทีมจะช่วยให้พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง และพร้อมสำหรับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ด้าน รุ่งเรือง พิทยศิริ เผยเหตุผลตัดสินใจร่วมงานพรรคประชาชาติ ว่า ศรัทธาในตัว วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองที่มีคุณธรรม มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในวัยอาวุโสแต่ไม่เคยหยุดนิ่งในการเรียนรู้ และมีความประทับใจในตัว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ จากการเฝ้าติดตามการทำงานตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี โดยมองว่าเป็นนักการเมืองที่ขยัน ลงรายละเอียดในทุกปัญหาที่รับผิดชอบ และมีความแอคทีฟในการคิดค้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า พรรคประชาชาติแม้จะเป็นพรรคขนาดไม่ใหญ่ แต่มีการมองปัญหาของประเทศในภาพใหญ่ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง ทั้งปัญหาปากท้อง สภาพคล่องของประชาชน และระดับ GDP ที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจากการที่ได้ร่วมขบคิดนโยบายกับพรรคประชาชาติ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปกว่า 99% แล้ว

ผมมั่นใจว่าเมื่อเปิดนโยบายออกมา ทุกคนจะเห็นถึงความทันสมัยและพร้อมที่จะยกระดับประเทศไทยให้ทัดเทียมอารยประเทศ ขณะเดียวกัน นโยบายนี้ยังมีความลึกซึ้งและรู้ใจพี่น้องชาวมุสลิมทั่วประเทศเป็นอย่างดี เพราะผ่านการศึกษาและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านหลักศาสนาและผู้ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง

รุ่งเรือง พิทยศิริ

ตั้งเป้ากวาด สส.เขต 10 ที่นั่งขึ้นไป

ขณะที่ ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ เปิดเผยถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคประชาชาติ โดยแสดงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมและแผนการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ปัจจุบันพรรคประชาชาติ มีความพร้อมเต็มที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งหมด 15 เขตเลือกตั้ง โดยตั้งเป้าหมายหลักไว้ที่ สส.เขต อย่างน้อย 10 ที่นั่ง บวกลบอีก 1-2 ที่นั่ง ส่วนในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคมีฐานเสียงเดิมจากคราวที่แล้วประมาณ 5 แสนคะแนน และยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกกว่า 9 แสนคน ซึ่งพรรคจะเร่งนำเสนอนโยบายใหม่ๆ เพื่อดึงดูดคะแนนส่วนนี้มาเติมเต็มให้ได้มากที่สุด

ชูผลงานเด่น ‘กระทรวงยุติธรรม-พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ’

ในส่วนของจุดขายทางการเมือง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เน้นย้ำถึงผลงานในช่วงเกือบ 3 ปีที่พรรคประชาชาติได้ร่วมรัฐบาลและกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่าพรรคได้ทำหน้าที่ “คืนความยุติธรรม” ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ไหนมีความยุติธรรม ที่นั่นจะสร้างผลประโยชน์และความสุขให้ประชาชนได้มากที่สุด

ซูการ์โน มะทา

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุอีกว่า ผลงานที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ซึ่งช่วยลดสถิติการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องไทยพุทธหรือไทยมุสลิม

สำหรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ พรรคประชาชาติจะใช้จุดแข็งจากอดีต สส. ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่ออุดช่องว่างและตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่มในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่านโยบายภาพรวมของพรรคจะถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบในแต่ละกระทรวงหากได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์