หากกวาดสายตามองแผนที่การเมืองระดับชาติ จ.ปราจีนบุรี คือหนึ่งในพื้นที่ที่ พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เข้าสภาฯ ได้แบบยกจังหวัดทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง
เปลือกนอกดูประหนึ่งอาณาจักรเอกภาพทรงพลัง แต่ทันทีที่มรสุมลูกใหญ่พัดกระหน่ำพาเอามวลน้ำมหาศาลไหลบ่าท่วมท้นบ้านเรือนและไร่นา ภาพความเป็นเอกภาพการเมืองกลับถูกชะล้างจนเผยให้เห็นรอยปริแยก
ปราจีนบุรีไม่ได้กำลังเผชิญเพียงอุทกภัยทางธรรมชาติ ภายในจังหวัดค่ายเดียวกัน ก็ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ความบาดหมางของ ระบบราชการส่วนภูมิภาค และการรุกคืบของ "ทุนกากขยะข้ามชาติ" ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ถักทอร้อยเรียง จนกลายเป็นภาพสะท้อนอันเด่นชัดของภาวะ "รัฐล้มเหลว" ที่กลไกของรัฐไม่อาจคุ้มครองสวัสดิภาพพื้นฐานของประชาชนได้อีกต่อไป
ร่มเงา 'ค่ายสีน้ำเงิน' กับฉากทัศน์ 'บ้านใครบ้านมัน'
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภูมิใจไทยใน จ.ปราจีนบุรี เป็นเพียงภาพลวงตา แท้จริงแล้วพื้นที่แห่งนี้ยังคงตกอยู่ภายใต้ระบบการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ที่จับมือกันเพียงเฉพาะกิจในการเลือกตั้งระดับชาติ แต่หลังม่านต่างคุมเชิงและหวาดระแวงการขยายอิทธิพลของกันและกันอยู่ตลอดเวลา
ยามน้ำบ่าท่วม ประชาชนกลับต้องเผชิญกับสภาพการช่วยเหลือแบบต่างคนต่างทำ สส. แต่ละซุ้ม ไม่ว่าจะเป็น บ้านใหญ่บุตรเนียร , ภุมมะกาญจนะ ตลอดจน วิลาวัลย์ ต่างแยกย้ายกันเดินสายในพื้นที่ของตนเอง ไร้ซึ่งยุทธศาสตร์ร่วมระดับจังหวัดในการระบายน้ำหรือบริหารทรัพยากรฉุกเฉิน ความเดือดร้อนของชาวบ้านกลายเป็นเพียงเวทีประชันการสร้างภาพจำและค้ำยันคะแนนนิยมส่วนบุคคล
เป็นภาพชี้ชัดว่า อำนาจรวมศูนย์ของพรรค ไม่สามารถผสานรอยร้าวของขั้วบ้านใหญ่ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้แม้ในยามวิกฤต
ศึกชิงบัลลังก์ อบจ. รื้อกระดานสู่ขุมข่าย 'วิลาวัลย์'
รอยร้าวของกลุ่มอำนาจในปราจีนบุรี สะท้อนเด่นชัดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ซึ่งกุมงบประมาณมหาศาลและอำนาจการบริหารในพื้นที่
เมื่อครั้งที่ ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ "สจ.จอย" คว้าชัยเก้าอี้นายก อบจ. ดุลอำนาจถูกกระจาย เพื่อรอมชอมกับขั้วอื่น โดยมีการดึง พล.อ.จิรศักดิ์ บุตรเนียร จากบ้านใหญ่กบินทร์บุรี เข้ามารับตำแหน่งรองนายก อบจ.
แต่เมื่อ ณภาภัช ต้องหลุดจากตำแหน่ง กระดานการเมืองก็ถูกจัดวางใหม่ในทันที ชัยชนะตกเป็นของ กฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ "รองอุ๊" นายตำรวจนอกราชการ ผู้เป็นสายตรงคนสนิทของ "โกทร" สุนทร วิลาวัลย์
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ กฤษฎิ์ นำมาซึ่งการล้างบางสายอำนาจอื่น มีการแต่งตั้งมือทำงานสายตรงของบ้านใหญ่วิลาวัลย์ เข้ามาคุมกลไกบริหาร ทั้ง ธนาวัฒน์ วารีสมานคุณ หรือ "รองเก๋" ผู้เป็นมันสมองยุทธศาสตร์ของโกทร เข้าดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ. คนที่ 1 พร้อมดึง อะนนท์ เจริญสุข เข้ามาร่วมทีมบริหาร
ผลพวงของการรวบอำนาจนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อเกิดอุทกภัย อบจ.ปราจีนบุรี ทุ่มเททรัพยากรช่วยเหลือผู้ประสบภัย เน้นหนักในพื้นที่สายตรงของตระกูลวิลาวัลย์เป็นหลัก ขณะที่พื้นที่เขตอื่นของบ้านใหญ่ร่วมพรรค กลับได้รับความช่วยเหลืออย่างจำกัด
การละคร 'ระบบราชการ' สังเวยงานเกษียณฯ
วิกฤตการณ์ในปราจีนบุรีไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะสนามการเมือง หากแต่ระบบราชการส่วนภูมิภาค ก็ดูเสมือนทำงานไม่เป็นเนื้อเดียวกัน กรณีคำสั่งด่วนย้าย เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง กลายเป็นแผลใหญ่ที่ทำให้ประชาชนเห็นได้ชัด
เรื่องราวปะทุขึ้นเมื่อ วีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ลงนามในหนังสือเสนอย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง ในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ โดยอ้างข้อกล่าวหาว่านายอำเภอไม่ให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการสาธารณภัย
รายงานดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังส่วนกลาง จนทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้มีอำนาจกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ออกมาตำหนินายอำเภอบ้านสร้าง กลางที่ประชุมอย่างรุนแรงเรื่องการส่งของบรรเทาทุกข์ไปแล้วไม่ยอมแจกทันที จะรอแจกตอนเช้า พร้อมประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย
แต่กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างรวดเร็ว ประชาชนในพื้นที่ต่างออกมาส่งเสียงปกป้องนายอำเภอ พร้อมแสดงภาพการทำงานจริงที่ลงพื้นที่ลุยน้ำช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างไม่หยุดหย่อน
ความจริงยิ่งกระจ่างแจ้งเมื่อ ถนอม อ่อนเกตุพล อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังว่า การย้ายทิ้งทวนครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายอำเภอบ้านสร้างไม่ได้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของผู้ว่าฯ
หายนะ 'น้ำท่วมสีรุ้ง' เหยียบเท้าใคร ?
ภายใต้ฉากหน้าของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกครอง ยังมีประเด็น "กลุ่มทุนขยะอุตสาหกรรมข้ามชาติ" ที่คืบคลานเข้ายึดครอง จ.ปราจีนบุรี
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ปรากฏข่าว อดีตผู้ว่าฯ วีระพันธ์ ดีอ่อน ลงนามแต่งตั้ง "จวินเฉิง จู" นักธุรกิจชาวจีน เป็น ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ทำให้ต้องยกเลิกคำสั่งอย่างเร่งด่วน และต้องนำพวงมาลัยไป กราบขอโทษอนุทิน ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อระงับความไม่พอใจจากส่วนกลาง
ล่าสุดจากเหตุการณ์ "น้ำท่วม" ครั้งนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ "น้ำท่วมสีรุ้ง" ในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ์ คือ คราบสารเคมีอันตรายและคราบน้ำมัน ไหลทะลักออกจาก "บ่อขยะอุตสาหกรรม" เป็นทางยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตร ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำของชุมชน ส่งผลให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องประกาศเตือนภัยจากสารพิษและโลหะหนักอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้ เสฏฐวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง ได้เข้มงวดกวดขันและนำชาวบ้านร่วมตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่มาโดยตลอด
ดังนั้นชะตากรรมของ "นายอำเภอเสฏฐวุฒิ" จึงถูกสังคมตั้งคำถาม ? ว่า มีเรื่องไป "เหยียบเท้าใคร" หรือไม่ ? หรือสุดท้ายเกิดจากความบกพร่องในการ "ทำหน้าที่" ของตัวเอง ?
มรสุมที่พัดถล่ม จ.ปราจีนบุรี จึงไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หากแต่เป็นภาพจำลองของ "สภาวะรัฐล้มเหลว" ที่เกิดขึ้นจริงใน "ระดับจังหวัด"







