ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงวาระการประชุมร่วมกันของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ในวันนี้ว่า เป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากวันที่ 6 มิ.ย. ที่คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาลได้หารือกัน เพื่อนำเสนอต่อหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค เพื่อนำไปกำหนดเป็นนโยบายในอนาคต
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรรณีที่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเรื่องการถือหุ้นไอทีวีฯ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีการวางแผนรองรับหรือไม่นั้น ประเสริฐ ตอบว่า คดีหุ้นไอทีวีฯ เป็นเรื่องภายในของพรรคก้าวไกล จึงจะไม่มีการหารือภายในที่ประชุม เนื่องจากทราบมาเบื้องต้นว่า พรรคก้าวไกลได้เตรียมข้อมูลสำหรับแก้ไขข้อกังขานี้แล้ว จึงเชื่อว่าพรรคก้าวไกล น่าจะผ่านพ้นประเด็นนี้ไปได้ด้วยดี
ส่วนการจัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่นั้น ประเสริฐ บอกว่า เป็นเรื่องที่จะต้องพูดคุยกัน ดังนั้น ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทราบจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคที่ชัดเจนแน่นอน ในช่วงนี้จึงยังพอมีเวลาอยู่ เพราะหากนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็เหลือเวลาไม่ถึงเดือน
"ย้ำว่าขอให้รออีกนิด เพราะยังอยู่ในกรอบระยะเวลา 60 วัน หาก กกต. รับรอง ภาพก็จะชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ยังคาราคาซัง แต่ยืนยันด้วยว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่เป็นอุปสรรคระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล" ประเสริฐ กล่าว
สำหรับกรณีที่มีข่าว ส.ส. กว่า 20 คน ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนั้น ประเสริฐ บอกว่า เรื่องนี้ก็ต้องรอดูผลการรับรองของ กกต. ถ้ามีการรับรองไปแล้ว 95% ก็สามารถเปิดประชุมสภาฯ ได้ จึงต้องจับตาดูว่าแต่ละพรรคใครจะโดนเรื่องอะไรบ้าง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรรณีที่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเรื่องการถือหุ้นไอทีวีฯ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีการวางแผนรองรับหรือไม่นั้น ประเสริฐ ตอบว่า คดีหุ้นไอทีวีฯ เป็นเรื่องภายในของพรรคก้าวไกล จึงจะไม่มีการหารือภายในที่ประชุม เนื่องจากทราบมาเบื้องต้นว่า พรรคก้าวไกลได้เตรียมข้อมูลสำหรับแก้ไขข้อกังขานี้แล้ว จึงเชื่อว่าพรรคก้าวไกล น่าจะผ่านพ้นประเด็นนี้ไปได้ด้วยดี
ส่วนการจัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่นั้น ประเสริฐ บอกว่า เป็นเรื่องที่จะต้องพูดคุยกัน ดังนั้น ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทราบจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคที่ชัดเจนแน่นอน ในช่วงนี้จึงยังพอมีเวลาอยู่ เพราะหากนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็เหลือเวลาไม่ถึงเดือน
"ย้ำว่าขอให้รออีกนิด เพราะยังอยู่ในกรอบระยะเวลา 60 วัน หาก กกต. รับรอง ภาพก็จะชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ยังคาราคาซัง แต่ยืนยันด้วยว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่เป็นอุปสรรคระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล" ประเสริฐ กล่าว
สำหรับกรณีที่มีข่าว ส.ส. กว่า 20 คน ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนั้น ประเสริฐ บอกว่า เรื่องนี้ก็ต้องรอดูผลการรับรองของ กกต. ถ้ามีการรับรองไปแล้ว 95% ก็สามารถเปิดประชุมสภาฯ ได้ จึงต้องจับตาดูว่าแต่ละพรรคใครจะโดนเรื่องอะไรบ้าง



