พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการนำคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ไปปราศรัยหาเสียง จ.นครราชสีมา ว่า การนั่งรถไฟในวันนี้ เพื่อดูวิถีของประชาชน ตามที่ตนได้บอกเรื่องการพัฒนาภาคอีสาน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่น เพื่อช่วยภาคอีสานและให้เด็กอาชีวะมีงานทำในพื้นที่อุตสาหกรรม อีกทั้งการมานั่งรถไฟครั้งนี้ เพื่อดูระบบตามนโยบายโครงการอีสานประชารัฐ ของพรรคฯ ให้ได้ก่อน เพื่อทำให้หลายจังหวัดในภาคอีสานมีความเจริญ คนมีงานทำ เป็นการสร้างงาน และถ้าทำได้จริง จะเชื่อมต่อไปที่ภาคตะวันออกและจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนการตั้งเป้า ส.ส.นครราชสีมา ต้องไปถาม วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคอีสาน ขณะที่ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ กล่าวแทรกว่า อยากได้ ส.ส.ทั้ง 16 เขตเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าพรรคพลังประชารัฐ อยากปักธงเป็นอันดับหนึ่งในภาคอีสาน ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “อยากสิครับ ไม่น่าถาม อยากได้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า อยากให้พี่น้องชาวอีสานเลือกผม เพื่อให้ได้ที่หนึ่ง” เมื่อถามย้ำว่า หากได้ที่หนึ่งแล้วจะเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “เรื่องการเป็นนายกฯ ต้องไปเลือกกันในสภาฯ ไม่ใช่มาเลือกกันตรงนี้”
เมื่อถูกถามกรณี เศรษฐา ทวีสิน ที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศชัดเจนว่าไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป เพราะตนก็ยังไม่ได้ประกาศว่าจะจับมือกับใคร” เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร ระบุจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “บอกแล้ว ว่าการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือการให้ประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานร่วมกันได้ ส่วนความคิดทางการเมือง ให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียวทำงานร่วมกันได้ ส่วนความคิดทางการเมืองใครจะคิดอย่างไรก็คิดไป เพราะตนบังคับใครไม่ได้ บังคับสื่อยังไม่ได้เลย ยืนยันว่า แนวทางการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือให้คนไทยทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน ทำแผ่นดินเกิดให้มีความเจริญจะต้องทำอย่างไร”
เมื่อถามว่าบรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ เอื้อให้ทำเรื่องการก้าวข้ามความความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “เอื้อ เอื้อตลอด ประเทศเพื่อนบ้านที่เขามี 4-5 หลายฝ่าย ก็ยังรวมกันสร้างความเจริญพัฒนาประเทศได้ แล้วเราไม่ได้แตกแยกขนาดนั้น ต้องทำให้รู้ว่าเป็นคนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ภายหลังศาลปกครอง มีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนข้อเท็จจริง
“ผมอยากให้เปิด จะได้รู้ความจริง จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร อยากให้เปิดนานแล้ว ไม่มีปัญหาเลย ผมไม่ได้ไปเอาของใครมา ผมยืมเขามาก็คืนเขาแล้ว” พล.อ.ประวิตร ระบุ
นอกจากนี้ มั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อกระแสของพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าพรรคพลังประชารัฐ อยากปักธงเป็นอันดับหนึ่งในภาคอีสาน ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “อยากสิครับ ไม่น่าถาม อยากได้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า อยากให้พี่น้องชาวอีสานเลือกผม เพื่อให้ได้ที่หนึ่ง” เมื่อถามย้ำว่า หากได้ที่หนึ่งแล้วจะเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “เรื่องการเป็นนายกฯ ต้องไปเลือกกันในสภาฯ ไม่ใช่มาเลือกกันตรงนี้”
เมื่อถูกถามกรณี เศรษฐา ทวีสิน ที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศชัดเจนว่าไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป เพราะตนก็ยังไม่ได้ประกาศว่าจะจับมือกับใคร” เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร ระบุจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “บอกแล้ว ว่าการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือการให้ประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานร่วมกันได้ ส่วนความคิดทางการเมือง ให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียวทำงานร่วมกันได้ ส่วนความคิดทางการเมืองใครจะคิดอย่างไรก็คิดไป เพราะตนบังคับใครไม่ได้ บังคับสื่อยังไม่ได้เลย ยืนยันว่า แนวทางการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือให้คนไทยทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน ทำแผ่นดินเกิดให้มีความเจริญจะต้องทำอย่างไร”
เมื่อถามว่าบรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ เอื้อให้ทำเรื่องการก้าวข้ามความความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “เอื้อ เอื้อตลอด ประเทศเพื่อนบ้านที่เขามี 4-5 หลายฝ่าย ก็ยังรวมกันสร้างความเจริญพัฒนาประเทศได้ แล้วเราไม่ได้แตกแยกขนาดนั้น ต้องทำให้รู้ว่าเป็นคนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ภายหลังศาลปกครอง มีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนข้อเท็จจริง
“ผมอยากให้เปิด จะได้รู้ความจริง จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร อยากให้เปิดนานแล้ว ไม่มีปัญหาเลย ผมไม่ได้ไปเอาของใครมา ผมยืมเขามาก็คืนเขาแล้ว” พล.อ.ประวิตร ระบุ
นอกจากนี้ มั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อกระแสของพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงการเลือกตั้ง




