วันที่ 1 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊ก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์จดหมายเปิดใจฉบับที่ 4 ซึ่งเป็นฉบับที่มีเนื้อหาต่อจากจดหมายเปิดใจ “ทำไมต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยมีเนื้อหาที่เล่าถึงสภาพแวดล้อมในวัยเด็กของ พล.อ.ประวิตร และประวัติการรับราชการทหาร ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) จนเติบโตจากกองทัพภาคที่ 1 ในสังกัดกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หรือคนส่วนใหญ่รู้จักในนาม ‘ทหารเสือราชินี’
พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ชีวิตถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยความเป็น ‘ทหารอาชีพ’ จาก ‘ทหารชั้นผู้น้อย’ ค่อยๆ เติบโตมาจนเป็น ‘ผู้บัญชาการกองทัพ’ และด้วยการปลูกฝังจากสังคมแวดล้อม ระบบการศึกษา และหน้าที่การงาน ทำให้ตนมีความจงรักภักดีที่มีต่อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นสภาวะที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ
พล.อ.ประวิตร ระบุต่อว่า บ้านของตนเป็นแหล่งรวมการใช้ชีวิตของพี่น้องเพื่อนฝูงมาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ จนกระทั่งทำงานรับใช้ราชการ เป็นที่พบปะ หารือ ช่วยเหลือเกื้อกูล มีอะไรก็แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดกัน ชีวิตที่ดำเนินไปเช่นนี้ทำให้รับรู้ว่าผู้มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ มีไม่น้อยเลยที่มีเจตนาดี และมีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละมาทำงานเพื่อประเทศชาติ
หากรัฐสภาและรัฐบาลได้คนมีความรู้ความสามารถเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำพาประเทศพัฒนาสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับความเป็นไปของประเทศคือ โอกาสที่คนเหล่านี้จะได้เข้ามาร่วมทำงานให้กับประเทศนั้นมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีหนทางเลย ระบอบประชาธิปไตยของประเทศเรา กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ปิดกั้นพวกเขา
การแข่งขันทางการเมืองที่มุ่งเอาชนะคะคานสูงยิ่ง ทำให้ทุกคนที่คิดจะเข้ามาเสี่ยงกับการเป็นเป้าถูกโจมตี ทำลายล้าง ความคิดที่จะเสียสละมาทำงานเพื่อชาติกลายเป็นเปิดทางให้ตัวเองถูกทำลาย และแม้จะมีบางคนที่กล้าพอจะเข้ามา ทว่าวัฒนธรรมการเลือกตั้งไม่เอื้อให้คนมีความสามารถเหล่านี้ได้รับชัยชนะ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการหาคะแนนเท่ากับ ‘ผู้มีอาชีพนักการเมือง’ ที่มีความเชี่ยวชาญในการหาวิธีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งมากกว่า คนมีความรู้ ความสามารถ และมีเจตนาดีต่อการพัฒนาประเทศเหล่านี้ แทบไม่เหลือโอกาสที่จะเข้ามาทำงานให้ประเทศในระบบที่อำนาจต้องผ่านการเลือกตั้ง ตามที่ฝ่าย ‘ประชาธิปไตยเสรีนิยม’ มุ่งมั่น กำหนด
พล.อ.ประวิตร ระบุต่อว่า ฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม’ ที่มองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากการทำ ‘รัฐประหาร’ ยึดอำนาจและเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถ ด้วยการแต่งตั้งคนเหล่านี้เข้ามา การเรียกร้องให้ ‘กองทัพ’ เป็นผู้นำทำรัฐประหาร และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการประเทศจึงเกิดขึ้นเสมอ และต้องยอมรับว่าการรัฐประหารหลายครั้งในประวัติศาสตร์ เป็นทางออกที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าส่งผลดีต่อประเทศ
นี่เป็นประสบการณ์และมุมมองที่ทำให้ตนเข้าใจ เห็นใจ และพร้อมจะยืนอยู่ข้างความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ของคนกลุ่มที่มีอิทธิพลและส่วนได้ส่วนเสียสูงกับความเป็นไปของประเทศของผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่มีโอกาสแสดงบทบาท เพราะผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนได้ยากลำบาก จนเป็นที่น่าเสียดายเหล่านี้
พล.อ.ประวิตร ระบุทิ้งท้ายว่า ตลอดเกือบ 10 ปีของการทำงานในฐานะนักการเมือง จากร่วมรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนถึงมาร่วมสร้าง และเป็น ‘หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ’ แม้ ‘จิตวิญญาณ’ ตนยังมั่นคงกับ ‘สำนึกอนุรักษ์นิยม’ แต่ความเข้าใจต่อความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินหน้าไปด้วย ‘ประชาธิปไตยเสรีนิยม’ ได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งตนจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป ถึงความเข้าใจต่อความจำเป็นดังกล่าว
และบอกเล่าถึงความเชื่อมั่นของผมว่าจะประสาน ‘จิตวิญญาณอนุรักษ์นิยม’ อันหนักแน่นของผม ให้เดินหน้าอย่างเข้าใจความจำเป็นของประเทศที่ต้องขับเคลื่อนด้วย ประชาธิปไตย ได้อย่างไร จะบอกต่อไป ให้ทุกคนมั่นใจว่า “ผมทำได้ และจะทำอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาส”
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 4 มีนาคม นี้ โดยมีกำหนดการในช่วงเช้า เมื่อเดินทางถึง พล.อ.ประวิตร จะร่วมวงจิบน้ำชา กินโรตี แลนกกรงหัวจุก ที่ร้านบริเวณสี่แยกท่าชัก ใน อ.เมืองนครศรีธรรมราช
จากนั้นจะได้ร่วมแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ก่อนจะไปเยี่ยมชมผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่ออย่างส้มโอทับทิมสยาม ที่ อ.ปากพนัง
โดยในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร จะเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ที่โรงเรียนปากพนัง ก่อนเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดนางพระยา อ.เมือง และจะไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ อ.ท่าศาลา ก่อนจะเดินทางกลับ กทม.
โดยมีเนื้อหาที่เล่าถึงสภาพแวดล้อมในวัยเด็กของ พล.อ.ประวิตร และประวัติการรับราชการทหาร ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) จนเติบโตจากกองทัพภาคที่ 1 ในสังกัดกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หรือคนส่วนใหญ่รู้จักในนาม ‘ทหารเสือราชินี’
พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ชีวิตถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยความเป็น ‘ทหารอาชีพ’ จาก ‘ทหารชั้นผู้น้อย’ ค่อยๆ เติบโตมาจนเป็น ‘ผู้บัญชาการกองทัพ’ และด้วยการปลูกฝังจากสังคมแวดล้อม ระบบการศึกษา และหน้าที่การงาน ทำให้ตนมีความจงรักภักดีที่มีต่อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นสภาวะที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ
พล.อ.ประวิตร ระบุต่อว่า บ้านของตนเป็นแหล่งรวมการใช้ชีวิตของพี่น้องเพื่อนฝูงมาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ จนกระทั่งทำงานรับใช้ราชการ เป็นที่พบปะ หารือ ช่วยเหลือเกื้อกูล มีอะไรก็แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดกัน ชีวิตที่ดำเนินไปเช่นนี้ทำให้รับรู้ว่าผู้มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ มีไม่น้อยเลยที่มีเจตนาดี และมีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละมาทำงานเพื่อประเทศชาติ
หากรัฐสภาและรัฐบาลได้คนมีความรู้ความสามารถเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำพาประเทศพัฒนาสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับความเป็นไปของประเทศคือ โอกาสที่คนเหล่านี้จะได้เข้ามาร่วมทำงานให้กับประเทศนั้นมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีหนทางเลย ระบอบประชาธิปไตยของประเทศเรา กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ปิดกั้นพวกเขา
การแข่งขันทางการเมืองที่มุ่งเอาชนะคะคานสูงยิ่ง ทำให้ทุกคนที่คิดจะเข้ามาเสี่ยงกับการเป็นเป้าถูกโจมตี ทำลายล้าง ความคิดที่จะเสียสละมาทำงานเพื่อชาติกลายเป็นเปิดทางให้ตัวเองถูกทำลาย และแม้จะมีบางคนที่กล้าพอจะเข้ามา ทว่าวัฒนธรรมการเลือกตั้งไม่เอื้อให้คนมีความสามารถเหล่านี้ได้รับชัยชนะ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการหาคะแนนเท่ากับ ‘ผู้มีอาชีพนักการเมือง’ ที่มีความเชี่ยวชาญในการหาวิธีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งมากกว่า คนมีความรู้ ความสามารถ และมีเจตนาดีต่อการพัฒนาประเทศเหล่านี้ แทบไม่เหลือโอกาสที่จะเข้ามาทำงานให้ประเทศในระบบที่อำนาจต้องผ่านการเลือกตั้ง ตามที่ฝ่าย ‘ประชาธิปไตยเสรีนิยม’ มุ่งมั่น กำหนด
พล.อ.ประวิตร ระบุต่อว่า ฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม’ ที่มองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากการทำ ‘รัฐประหาร’ ยึดอำนาจและเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถ ด้วยการแต่งตั้งคนเหล่านี้เข้ามา การเรียกร้องให้ ‘กองทัพ’ เป็นผู้นำทำรัฐประหาร และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการประเทศจึงเกิดขึ้นเสมอ และต้องยอมรับว่าการรัฐประหารหลายครั้งในประวัติศาสตร์ เป็นทางออกที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าส่งผลดีต่อประเทศ
นี่เป็นประสบการณ์และมุมมองที่ทำให้ตนเข้าใจ เห็นใจ และพร้อมจะยืนอยู่ข้างความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ของคนกลุ่มที่มีอิทธิพลและส่วนได้ส่วนเสียสูงกับความเป็นไปของประเทศของผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่มีโอกาสแสดงบทบาท เพราะผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนได้ยากลำบาก จนเป็นที่น่าเสียดายเหล่านี้
พล.อ.ประวิตร ระบุทิ้งท้ายว่า ตลอดเกือบ 10 ปีของการทำงานในฐานะนักการเมือง จากร่วมรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนถึงมาร่วมสร้าง และเป็น ‘หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ’ แม้ ‘จิตวิญญาณ’ ตนยังมั่นคงกับ ‘สำนึกอนุรักษ์นิยม’ แต่ความเข้าใจต่อความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินหน้าไปด้วย ‘ประชาธิปไตยเสรีนิยม’ ได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งตนจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป ถึงความเข้าใจต่อความจำเป็นดังกล่าว
และบอกเล่าถึงความเชื่อมั่นของผมว่าจะประสาน ‘จิตวิญญาณอนุรักษ์นิยม’ อันหนักแน่นของผม ให้เดินหน้าอย่างเข้าใจความจำเป็นของประเทศที่ต้องขับเคลื่อนด้วย ประชาธิปไตย ได้อย่างไร จะบอกต่อไป ให้ทุกคนมั่นใจว่า “ผมทำได้ และจะทำอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาส”
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 4 มีนาคม นี้ โดยมีกำหนดการในช่วงเช้า เมื่อเดินทางถึง พล.อ.ประวิตร จะร่วมวงจิบน้ำชา กินโรตี แลนกกรงหัวจุก ที่ร้านบริเวณสี่แยกท่าชัก ใน อ.เมืองนครศรีธรรมราช
จากนั้นจะได้ร่วมแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ก่อนจะไปเยี่ยมชมผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่ออย่างส้มโอทับทิมสยาม ที่ อ.ปากพนัง
โดยในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร จะเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ที่โรงเรียนปากพนัง ก่อนเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดนางพระยา อ.เมือง และจะไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ อ.ท่าศาลา ก่อนจะเดินทางกลับ กทม.





