ทำทันทีทุกอย่าง! ‘พปชร.’ ร่ายนโยบายโค้งสุดท้าย

4 พ.ค. 2566 - 16:33

  • ‘ลุงป้อม’ ควง ‘ดรีมทีมเศรษฐกิจ’ สรุปนโยบาย ‘พลังประชารัฐ’ โค้งสุดท้าย

  • ลั่นถ้าเป็นรัฐบาลทำทันทีทุกอย่าง ชูยุติความขัดแย้งช่วงวัย ไม่มีลงถนน บริหารประเทศแบบไม่ชะงัก

  • เผยภารกิจด่วน กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดราคาพลังงาน จนถึงสานต่อ ‘บ้านประชารัฐ’

  • พร้อมกางแหล่งที่มาของเงิน ใช้ ‘ไฟแนนซ์นโยบาย’ ทุกโครงการเศรษฐกิจมหภาคโตหมด

Prawit_Palang_Pracharat_Party_policy_summary_SPACEBAR_Hero_bca349b648.jpeg
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ, อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคฯ, คณิศ แสงสุพรรณ ร่วมแถลง “สรุปนโยบาย โค้งสุดท้าย สู่การเลือกตั้งเป็นรัฐบาล พลังประชารัฐ” 
  
โดย พล.อ.ประวิตร แถลงว่า เหลืออีก 10 วันเท่านั้น ก็จะมีการเลือกตั้ง และถือเป็นโค้งสุดท้ายที่จะหาเสียง ส่วนตลอดระยะเวลา 45 วัน หลังรัฐบาลยุบสภาฯ พรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงมุ่งเน้นหาเสียงทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้ 7 นโยบาย คือ 1. ก้าวข้ามความขัดแย้ง 2. ก้าวข้ามความยากจน 3. ลดความเลื่อมล้ำ 4. สร้างสวัสดิการเข้มแข็ง 5. พลิกฟื้นเศรษฐกิจ 6. สร้างความเป็นธรรมของสังคม และ 7. พลิกโฉมการบริหารงานของภาครัฐ พร้อมกันนี้ อยากให้คนไทยมีความรักใคร่ สามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เมื่อประเทศมั่นคง ไม่มีขัดแย้งกันแล้ว จะเกิดความสงบสุข รัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้ ต่างประเทศจะมาลงทุนในประเทศไทย การค้าขายจะเจริญเติบโต ไม่มีการหยุดชะงัก  
  
“ตนไม่สามารถทำให้คนไทยมีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกันได้ การเมืองใครจะคิดอย่างไร อยู่พรรคไหน อยู่ไป ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อเลือก ส.ส.มาแล้ว 400 เขต ให้ไปว่ากันในสภาฯ จะแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย ไปว่ากันในเรื่องของสภาฯ เพราะเป็นตัวแทนของประชาชน การบริหารประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาล เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประชาชน เมื่อบริหารประเทศโดยไม่มีอะไรติดขัด ไม่มีหยุดยั้ง ไม่มีการเดินถนน จะทำให้ประเทศชาติสามารถเดินไปได้ บริหารประเทศไปได้ ประชาชนไม่ชอบหรือ ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เงินในกระเป๋าท่านดีขึ้น รัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้โดยไม่ติดขัด จึงอยากฝากประชาชนทุกคนว่า ความเป็นหนึ่งเดียวนั้น มีความสำคัญมากที่จะสร้างความเจริญให้กับประเทศต่อไป ความขัดแย้งระหว่างรุ่นอายุ ทุกคนเป็นคนไทยทั้งนั้น ถึงเวลาที่เราจะต้องยุติสักที ฝากกับประชาชนว่าความเป็นคนไทยไม่ว่าจะอายุ หรือเพศไหน อย่างไรเป็นคนไทย ต้องมีความรักใคร มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ประเทศจะได้เจริญรุ่งเรืองถ้าพวกเราก้าวข้ามความแย้งสำเร็จ มั่นใจว่าคนไทยกว่า 60 ล้านคน จะสามารถก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน” พล.อ.ประวิตร ระบุ   
  
พล.อ.ประวิตร ยืนยันด้วยว่า จะดูแลเกษตรกรให้เข้มแข็ง หาที่ดินทำกิน อีกทั้งรัฐบาลยังดูแลเรื่องน้ำมาตลอดสี่ปี ทำให้ประชาชนไม่มีแล้ง แสดงถึงความสำเร็จของรัฐบาลที่ตนได้ดำเนินการมา สามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีเพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีฝนตกมากจะต้องมีน้ำหลาก ต้องมากันว่าในพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีน้ำหลาก ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และชี้ให้เห็นว่า ต่างประเทศก็เดือดร้อนเพราะน้ำหลากเช่นกัน แต่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ รัฐบาลสามารถเยียวยาได้  
ด้าน อุตตม ชี้ให้เห็นภารกิจด่วนที่ต้องทำทันทีเมื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจประเทศไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปี รวมทั้งต้องลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ที่พร้อมจะแก้ไขทั้งระบบให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องราคา และจะแก้ไขภาระหนี้สินของประชาชนอย่างครบวงจร  
  
ส่วน สนธิรัตน์ เสนอใช้โครงสร้างกองทุนหมู่บ้าน ดำเนินโครงการที่พรรคฯ เคยทำมาแล้ว ผลักดันกองทุนละ 2 แสนบาท ภายใต้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนภาคเกษตร ก็เตรียมแก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง และให้ทุนเพาะปลูก 3 หมื่นบาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน รวมถึงดำเนินเขตเศรษฐกิจพิเศษปาล์มน้ำมัน ส่วนนโยบายด้านสาธารณสุข จะเน้นเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย 
  
ขณะที่ มิ่งขวัญ นำเสนอนโยบายลดราคาพลังงาน อย่างลดราคาน้ำมันเบนซิน ลิตรละ 18 บาท และดีเซล ลดลิตรละ 6.30 บาททันที ค่าไฟฟ้าครัวเรือนจะอยู่ที่ 250 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 2.70 บาทต่อหน่วย และผลักดันนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ โดยอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท, อายุ 70 ปี ขึ้นไป ได้ 4,000 บาท, อายุ 80 ปีขึ้นไป ได้ 5,000 บาท  
  
“เหลืออีก 10 วันจะเลือกตั้งแล้ว ขอให้คนไทยใจเย็นๆ ใจร่มๆ ฟังดรีมทีมเศรษฐกิจของเรา และถามตัวเองว่าใช่สิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่ ถ้าใช่ขอให้เลือกเบอร์ 37 ด้วย” มิ่งขวัญ กล่าว   
  
ด้าน สันติ นำเสนอนโยบาย 'อีสานประชารัฐ' ยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาภาคอีสาน เริ่มต้นจากโครงการรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งตั้งแต่ จ.บึงกาฬ มาถึงภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่อีอีซี ขณะที่ คณิศ ย้ำนโยบายของพรรคฯ ไม่แจกเงินคนรวย พร้อมเผยนโยบายระยะยาว จะทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ ใน 5 จังหวัด  
  
ส่วน ธีระชัย นำเสนอแหล่งที่มาของวบประมาณที่ใช้ดำเนินนโยบาย ด้วยวิธีไฟแนนซ์นโยบาย ได้แก่ 1. โยกมาจากงบประมาณประเภทอื่น 2. ปฏิรูปภาษี 3. มาจากการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และ 4. ถ้างบประมาณไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มหนี้สาธารณะ แต่จะต้องได้คะแนนเสียงพอเพื่อจับมือกันแก้กฎหมาย หรือยกระดับในเรื่องการบริหารหนี้สาธารณะชั่วคราว 
  
“สำหรับไฟแนนซ์จากการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ มีการคำนวณว่า ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาทต่อเดือน จะก่อให้เกิดการหมุนเวียน 735,336 ล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 0.6% ต่อปี นโยบาย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 3 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 2.5% ต่อปี นโยบาย 8 ล้านครอบครัว จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 1.4 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 1.2% ต่อปี นโยบายโซลาร์รูฟทอป จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 7.2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาค ขยายตัวได้ 0.6% ต่อปี นโยบาย 1 อบต. 1 โซลาร์ฟาร์ม จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 7.2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 0.6%ต่อปี นโยบายเปลี่ยนรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้า จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 1.2 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 1% ต่อปี จัดตั้งองค์กรทรัพยากรพลังงานแห่งชาติ ให้เป็นผู้รับประโยชน์จากสัมปทานแหล่งก๊าซและน้ำมันที่จะทยอยหมดอายุลง โดยภายใน 4 ปี รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปี 1 แสนล้านบาท เสริมเข้ามาเป็นงบประมาณแผ่นดิน” ธีระชัย ระบุ 
  
ด้าน นฤมล นำเสนอการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับชาว กทม. ด้วยการต่อยอดโครงการ ‘บ้านประชารัฐ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การร่วมทุนกับเอกชน ส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล  
  
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวสรุปโดยยืนยันหากได้เป็นรัฐบาลจะทำทันทีทุกนโยบาย พร้อมชูนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่จะมีทั้งมาตรการปราบปรามและบำบัดฟื้นฟู  
  
“ขอยืนยันว่า ทุกนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ จะทำทันทีถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ฝากกับประชาชนทุกคนด้วยว่าช่วยเลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจะได้ดำเนินการในการตามนโยบายที่เสนอกับประชาชนไว้ หวังอย่างยิ่งว่าประชาชนคงจะให้โอกาสสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ เราพร้อมที่จะรับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน” พล.อ.ประวิตร ระบุ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์