ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจในวันนี้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เดินทางพร้อมคณะ ประกอบด้วย สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และ วิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปพื้นที่ จ.ยโสธร และ จ.มุกดาหาร เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร ตลอดจนพบปะประชาชนในพื้นที่
โดยความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 61-65 จ.ยโสธร มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 61,103 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 33,053 ครัวเรือน สามารถจุน้ำเพิ่ม 37 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่ได้รับการป้องกันกว่า 2,500 ไร่ ส่วน จ.มุกดาหาร มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 51,290 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 25,089 ครัวเรือน สามารถจุน้ำเพิ่ม 11.5 ล้าน ลบ.ม. และสามารถนำน้ำบาดาลมาใช้เพิ่มเกือบ 10 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยดำเนินทั้งการก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ และระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่
พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ลงตรวจความคืบหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลิงโจน บ.หนองบึง ต.ห้องแซง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และพบปะรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่
ส่วนช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตลาดอินโดจีนมุกดาหาร ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อติดตามโครงการก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ตลาดอินโดจีน งบประมาณ 94 ล้านบาทซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะจะสามารถช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวชายโขง และการค้าชายแดน รวมทั้งยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างถนนสาย 'มุกดาสนุก สุขชายโขง' งบประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง
พล.อ.ประวิตร ยังได้เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 'แล้งนี้ต้องมีน้ำ' ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแม่น้ำโขง ณ จวนผู้ว่าฯ จ.มุกดาหาร งบประมาณ 50 ล้านบาท ก่อนเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 'เติมน้ำ เติมบุญ เติมทุน' พัฒนาอาชีพให้เกษตรกรสวนยาง ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ณ ศาลากลาง จ.มุกดาหาร เพื่อจัดการระบบน้ำในสวนยางให้มีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมการขุดเจาะน้ำบาดาล และติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมพบปะพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร พอใจกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำภาพรวมที่ผ่านมา โดยกำชับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งน้ำบนดินและน้ำใต้ดินไปพร้อมกัน เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำภาพใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นในอนาคต ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำ และขอให้ทุกส่วนราชการ เพิ่มความเข้มข้นดำเนินการตาม 10 มาตรการ รองรับฤดูแล้ง พร้อมย้ำทำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและเป็นไปด้วยความโปร่งใส
โดยความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 61-65 จ.ยโสธร มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 61,103 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 33,053 ครัวเรือน สามารถจุน้ำเพิ่ม 37 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่ได้รับการป้องกันกว่า 2,500 ไร่ ส่วน จ.มุกดาหาร มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 51,290 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 25,089 ครัวเรือน สามารถจุน้ำเพิ่ม 11.5 ล้าน ลบ.ม. และสามารถนำน้ำบาดาลมาใช้เพิ่มเกือบ 10 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยดำเนินทั้งการก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ และระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่
พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ลงตรวจความคืบหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลิงโจน บ.หนองบึง ต.ห้องแซง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และพบปะรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่
ส่วนช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตลาดอินโดจีนมุกดาหาร ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อติดตามโครงการก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ตลาดอินโดจีน งบประมาณ 94 ล้านบาทซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะจะสามารถช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวชายโขง และการค้าชายแดน รวมทั้งยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างถนนสาย 'มุกดาสนุก สุขชายโขง' งบประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง
พล.อ.ประวิตร ยังได้เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 'แล้งนี้ต้องมีน้ำ' ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแม่น้ำโขง ณ จวนผู้ว่าฯ จ.มุกดาหาร งบประมาณ 50 ล้านบาท ก่อนเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ 'เติมน้ำ เติมบุญ เติมทุน' พัฒนาอาชีพให้เกษตรกรสวนยาง ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ณ ศาลากลาง จ.มุกดาหาร เพื่อจัดการระบบน้ำในสวนยางให้มีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมการขุดเจาะน้ำบาดาล และติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมพบปะพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร พอใจกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำภาพรวมที่ผ่านมา โดยกำชับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งน้ำบนดินและน้ำใต้ดินไปพร้อมกัน เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำภาพใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นในอนาคต ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำ และขอให้ทุกส่วนราชการ เพิ่มความเข้มข้นดำเนินการตาม 10 มาตรการ รองรับฤดูแล้ง พร้อมย้ำทำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและเป็นไปด้วยความโปร่งใส











