21 เม.ย. 66 ‘พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ’ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ เขียนจดหมายเปิดผนึกลงบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุหัวข้อ ‘ชัยชนะที่ไม่ก่อความร้าวฉาน’ มีข้อความประกอบว่า ตอนนี้การหาเสียงเริ่มที่จะแสดงออกด้วยการโจมตีกันรุนแรงมากขึ้นอีกแล้ว จะเห็นว่าระดับผู้นำของพรรคการเมืองกลับมาเล่นงานคนที่มีความคิดแตกต่างกับตัวด้วยท่าทีก้าวร้าว ขนาดขับไล่ไสส่งให้ ‘ไปเสียให้พ้นจากแผ่นดินไทย’
ขณะที่อีกฝ่ายก็เอาแต่ประกาศกร้าวตัดขาดที่จะร่วมมือกับฝ่ายกีดกันไว้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม เป็นบรรยากาศที่แบบ ‘ชี้หน้าคนเห็นต่างว่าเป็นศัตรู’ ด้วยท่าที่ของการ ‘ปลุกระดม’ ให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นไปที่มีแนวโน้มเช่นนี้ ย่อมถือว่าอันตรายอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันเป็นชาติที่ประชาชนมีความร่วมมือร่วมใจซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้
ผมจึงต้องมาย้ำอีกครั้งว่า ‘ประเทศไม่มีทางออกอื่น นอกจากต้องร่วมกันก้าวข้ามความขัดแย้ง’ และขอให้รู้ว่า ที่ผมมาพูดเรื่องนี้ และขอให้ทุกคน ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ใช่เรื่องที่ผมมาพูดเอาเท่ หรือสร้างจุดขายที่แตกต่างของการเป็นผู้นำการเมืองอย่างที่หลายๆ คนพยายามคิด และพูดกันไป ไม่ได้ตั้งใจสร้างภาพให้เกิดความต่างเพื่อเป็น ‘ตัวเลือกใหม่’ หรืออะไรอย่างนั้น
แต่ผมรู้สึก และเกิดเป็นความคิดจริงๆ ว่า ‘การเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้หากไม่ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ และผมขอบอกว่า เป็นความรู้สึก และความคิดที่เกิดจาก ‘ประสบการณ์’ อันหมายถึงการได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ได้สัมผัสรับรู้มา จากคนในทุกกลุ่ม ทุกวงการ ทั้ง ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ ที่ชินกับการจัดการด้วยอำนาจ และ ‘ฝ่ายเสรีนิยม’ ที่มีธรรมชาติของการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้มากกว่า
ผมเห็นจุดอ่อน และจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายที่ไม่มีทางจะทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามพ่ายแพ้อย่างราบคาบ โดยฝ่ายตัวได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจใช้เวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ หาทางทำให้ประเทศมีทางออกจาก ‘วงจรอันสิ้นหวังของการร่วมกันอย่างสุขสงบ’ นี้ให้ได้เสียที
มีคำถามว่า ‘ผมจะทำอะไร’ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงนั้นผมทำเรื่อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ มาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นการทำอย่างเงียบๆ และโดยใช้ ‘ความเป็นผม’ ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความสำเร็จ
คำตอบในเรื่องนี้ เห็นได้ไม่ยากหากย้อนไปทบทวนช่วง ‘รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ จาก ‘เลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว’ มาเป็น ‘สองใบ’ และแก้ตัวหารคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จาก ‘500’ มาเป็น ‘100’ ช่วงนั้นเกิดความขัดแย้งรุนแรง พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเห็นไปทางเดียวกับสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เอาด้วยกับแนวทางนั้น ต้องการให้เลือกด้วยบัตรใบเดียว ปาร์ตี้ลิสต์หาร 500 เหมือนเดิม เพราะมองไม่เห็นว่าแก้ไขแล้วพรรครัฐบาลจะมีโอกาสชนะพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่ มีสมาชิกและเครือข่ายฐานเสียงมากกว่าได้อย่างไร
ขณะที่ ‘พรรคการเมือง’ บางพรรคโจมตี ส.ว.อย่างรุนแรง ทำนองว่า เป็นส่วนเกินที่ให้ผลในทางเลวร้ายต่อประชาธิปไตย ไม่ควรจะออกมาใช้สิทธิแสดงความคิด ออกเสียงสร้างความเกลียดชังต่อกันรุนแรง
ตอนนั้นผมเป็นผู้นำ ‘พลังประชารัฐ’ ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มีแรงกดดันมากมายทั้งในพรรคและนอกพรรคอย่างที่รู้ๆ กันว่าแม้แต่ ‘ผู้นำในทำเนียบรัฐบาล’ ก็ส่งสัญญาณผ่านคนใกล้ชิดว่า ‘ต้องกลับเป็นบัตรใบเดียว และปาร์ตี้ลิสต์หาร 500’ เพื่อความได้เปรียบของพรรคร่วมรัฐบาล ตัดโอกาสที่จะชนะของพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่
เป็นผมเองที่เห็นว่า ‘จะใช้อำนาจทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงเวลาที่จะต้องจัดการให้การเมืองเดินหน้าไปโดยยึดหลักการประชาธิปไตย’ แต่ความยากอยู่ที่จะคุยอย่างไร ให้เสียงส่วนใหญ่ทำตามอย่างที่ผมเห็น ยากตรงที่มีการโจมตี ส.ว.ด้วยถ้อยคำรุนแรงมากมาย จนมองไม่เห็นว่าจะดึงอารมณ์ให้กลับมาพูดดีๆ อย่างเข้าอกเข้าใจกันได้อย่างไร
ตอนนั้น แม้แต่ใน ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ยังมีแค่ไม่กี่คนที่เข้าใจในแนวทางแบบที่ผมเชื่อว่า ‘ต้องยืนหยัดในหลักประชาธิปไตย แต่ด้วยความเข้าใจในอนุรักษ์นิยม’ ลองไปค้นข้อมูลกลับมาดูได้ จะเห็นว่าแม้แต่ ‘นายกฯ ตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังถูกมองว่าไม่เอาด้วยกับการแก้ไขบัตรเลือกตั้ง
โดยช่วงนั้นนักการเมืองที่รู้กันว่าเป็นสายตรงนายกฯออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านชัดเจน เป็นภารกิจที่ยากทีเดียวในการพูดคุยหาทาง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ เดินหน้าในหลักการประชาธิปไตย โดย ‘ฟากอนุรักษ์นิยม’ ให้ความร่วมมือ ทั้งที่ถูกโจมตีหนักจาก ‘ฝ่ายเสรีนิยม’
แต่ ‘ผมทำได้’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ สำเร็จตามความตั้งใจและลงมือด้วยประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายที่ผมสร้างสมมา แม้วันนี้จะมีคนโจมตีว่าผมเป็น ‘เผด็จการจำแลง’ ผมก็เพียงบอกตัวเองว่า ผมอาจจะอธิบาย ‘จิตวิญญาณประชาธิปไตย’ ที่มีในตัวผมยังไม่ชัด ซึ่งเป็นหน้าที่ของผมว่าจะต้องอธิบายต่อไป
ผมขอยืนยันว่า ‘ถึงวันนี้ประเทศเรายังไม่มีคำตอบอื่น นอกจากทำให้อนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นแก่นของความเป็นชาติ อยู่ด้วยและร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาไปด้วยเสรีนิยมที่มีความคล่องตัวและได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศมากกว่า’ ซึ่งผมเชื่อว่า ‘ผมทำได้ และผมต้องเป็นคนทำ’ เพียงแต่ เมื่อถึงวันนี้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง
การหาเสียงเลือกตั้งที่มุ่งแต่ชัยชนะ ก่อให้เกิดการโจมตีกันรุนแรง จนมองเห็นแนวโน้มของความแตกแยก ถึงขั้นขับไสไล่ส่งไม่ให้อยู่ร่วมชาติ เกิดขี้นอีกแล้ว ทั้งที่ทุกเรื่องมีวิธีการแก้ไข หากทุกฝ่ายร่วมมือกันคิดทำ โดย ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’
แค่ ‘อย่าหักโหมที่จะเอาชนะกัน เสียจนลืมว่าเป็นการดีกว่าหากเปลี่ยนเป็นร่วมมือทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ร่วมกัน’ ในฐานะประชาชนชาวไทยที่เป็นหนึ่งเดียว
ผมขอจบ Facebook ฉบับที่ 10 และในฉบับที่ 11 ผมจะพูดถึงเรื่อง เป็นนายกต้องให้เกียรติสภาอย่างไร โปรดติดตามครับ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค - ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 - แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ
ขณะที่อีกฝ่ายก็เอาแต่ประกาศกร้าวตัดขาดที่จะร่วมมือกับฝ่ายกีดกันไว้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม เป็นบรรยากาศที่แบบ ‘ชี้หน้าคนเห็นต่างว่าเป็นศัตรู’ ด้วยท่าที่ของการ ‘ปลุกระดม’ ให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นไปที่มีแนวโน้มเช่นนี้ ย่อมถือว่าอันตรายอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันเป็นชาติที่ประชาชนมีความร่วมมือร่วมใจซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้
ผมจึงต้องมาย้ำอีกครั้งว่า ‘ประเทศไม่มีทางออกอื่น นอกจากต้องร่วมกันก้าวข้ามความขัดแย้ง’ และขอให้รู้ว่า ที่ผมมาพูดเรื่องนี้ และขอให้ทุกคน ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ใช่เรื่องที่ผมมาพูดเอาเท่ หรือสร้างจุดขายที่แตกต่างของการเป็นผู้นำการเมืองอย่างที่หลายๆ คนพยายามคิด และพูดกันไป ไม่ได้ตั้งใจสร้างภาพให้เกิดความต่างเพื่อเป็น ‘ตัวเลือกใหม่’ หรืออะไรอย่างนั้น
แต่ผมรู้สึก และเกิดเป็นความคิดจริงๆ ว่า ‘การเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้หากไม่ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ และผมขอบอกว่า เป็นความรู้สึก และความคิดที่เกิดจาก ‘ประสบการณ์’ อันหมายถึงการได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ได้สัมผัสรับรู้มา จากคนในทุกกลุ่ม ทุกวงการ ทั้ง ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ ที่ชินกับการจัดการด้วยอำนาจ และ ‘ฝ่ายเสรีนิยม’ ที่มีธรรมชาติของการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้มากกว่า
ผมเห็นจุดอ่อน และจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายที่ไม่มีทางจะทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามพ่ายแพ้อย่างราบคาบ โดยฝ่ายตัวได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจใช้เวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ หาทางทำให้ประเทศมีทางออกจาก ‘วงจรอันสิ้นหวังของการร่วมกันอย่างสุขสงบ’ นี้ให้ได้เสียที
มีคำถามว่า ‘ผมจะทำอะไร’ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงนั้นผมทำเรื่อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ มาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นการทำอย่างเงียบๆ และโดยใช้ ‘ความเป็นผม’ ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความสำเร็จ
คำตอบในเรื่องนี้ เห็นได้ไม่ยากหากย้อนไปทบทวนช่วง ‘รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ จาก ‘เลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว’ มาเป็น ‘สองใบ’ และแก้ตัวหารคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จาก ‘500’ มาเป็น ‘100’ ช่วงนั้นเกิดความขัดแย้งรุนแรง พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเห็นไปทางเดียวกับสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เอาด้วยกับแนวทางนั้น ต้องการให้เลือกด้วยบัตรใบเดียว ปาร์ตี้ลิสต์หาร 500 เหมือนเดิม เพราะมองไม่เห็นว่าแก้ไขแล้วพรรครัฐบาลจะมีโอกาสชนะพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่ มีสมาชิกและเครือข่ายฐานเสียงมากกว่าได้อย่างไร
ขณะที่ ‘พรรคการเมือง’ บางพรรคโจมตี ส.ว.อย่างรุนแรง ทำนองว่า เป็นส่วนเกินที่ให้ผลในทางเลวร้ายต่อประชาธิปไตย ไม่ควรจะออกมาใช้สิทธิแสดงความคิด ออกเสียงสร้างความเกลียดชังต่อกันรุนแรง
ตอนนั้นผมเป็นผู้นำ ‘พลังประชารัฐ’ ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มีแรงกดดันมากมายทั้งในพรรคและนอกพรรคอย่างที่รู้ๆ กันว่าแม้แต่ ‘ผู้นำในทำเนียบรัฐบาล’ ก็ส่งสัญญาณผ่านคนใกล้ชิดว่า ‘ต้องกลับเป็นบัตรใบเดียว และปาร์ตี้ลิสต์หาร 500’ เพื่อความได้เปรียบของพรรคร่วมรัฐบาล ตัดโอกาสที่จะชนะของพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่
เป็นผมเองที่เห็นว่า ‘จะใช้อำนาจทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงเวลาที่จะต้องจัดการให้การเมืองเดินหน้าไปโดยยึดหลักการประชาธิปไตย’ แต่ความยากอยู่ที่จะคุยอย่างไร ให้เสียงส่วนใหญ่ทำตามอย่างที่ผมเห็น ยากตรงที่มีการโจมตี ส.ว.ด้วยถ้อยคำรุนแรงมากมาย จนมองไม่เห็นว่าจะดึงอารมณ์ให้กลับมาพูดดีๆ อย่างเข้าอกเข้าใจกันได้อย่างไร
ตอนนั้น แม้แต่ใน ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ยังมีแค่ไม่กี่คนที่เข้าใจในแนวทางแบบที่ผมเชื่อว่า ‘ต้องยืนหยัดในหลักประชาธิปไตย แต่ด้วยความเข้าใจในอนุรักษ์นิยม’ ลองไปค้นข้อมูลกลับมาดูได้ จะเห็นว่าแม้แต่ ‘นายกฯ ตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังถูกมองว่าไม่เอาด้วยกับการแก้ไขบัตรเลือกตั้ง
โดยช่วงนั้นนักการเมืองที่รู้กันว่าเป็นสายตรงนายกฯออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านชัดเจน เป็นภารกิจที่ยากทีเดียวในการพูดคุยหาทาง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ เดินหน้าในหลักการประชาธิปไตย โดย ‘ฟากอนุรักษ์นิยม’ ให้ความร่วมมือ ทั้งที่ถูกโจมตีหนักจาก ‘ฝ่ายเสรีนิยม’
แต่ ‘ผมทำได้’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ สำเร็จตามความตั้งใจและลงมือด้วยประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายที่ผมสร้างสมมา แม้วันนี้จะมีคนโจมตีว่าผมเป็น ‘เผด็จการจำแลง’ ผมก็เพียงบอกตัวเองว่า ผมอาจจะอธิบาย ‘จิตวิญญาณประชาธิปไตย’ ที่มีในตัวผมยังไม่ชัด ซึ่งเป็นหน้าที่ของผมว่าจะต้องอธิบายต่อไป
ผมขอยืนยันว่า ‘ถึงวันนี้ประเทศเรายังไม่มีคำตอบอื่น นอกจากทำให้อนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นแก่นของความเป็นชาติ อยู่ด้วยและร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาไปด้วยเสรีนิยมที่มีความคล่องตัวและได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศมากกว่า’ ซึ่งผมเชื่อว่า ‘ผมทำได้ และผมต้องเป็นคนทำ’ เพียงแต่ เมื่อถึงวันนี้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง
การหาเสียงเลือกตั้งที่มุ่งแต่ชัยชนะ ก่อให้เกิดการโจมตีกันรุนแรง จนมองเห็นแนวโน้มของความแตกแยก ถึงขั้นขับไสไล่ส่งไม่ให้อยู่ร่วมชาติ เกิดขี้นอีกแล้ว ทั้งที่ทุกเรื่องมีวิธีการแก้ไข หากทุกฝ่ายร่วมมือกันคิดทำ โดย ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’
แค่ ‘อย่าหักโหมที่จะเอาชนะกัน เสียจนลืมว่าเป็นการดีกว่าหากเปลี่ยนเป็นร่วมมือทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ร่วมกัน’ ในฐานะประชาชนชาวไทยที่เป็นหนึ่งเดียว
ผมขอจบ Facebook ฉบับที่ 10 และในฉบับที่ 11 ผมจะพูดถึงเรื่อง เป็นนายกต้องให้เกียรติสภาอย่างไร โปรดติดตามครับ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค - ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 - แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ



