เรียกว่า ‘คำพูดย้อนแย้ง’ กันเอง หลังสื่อถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’นายกฯ ถึงสัญญาใจที่มีกับ 2 อดีตนายกฯ ระหว่าง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ กับ ‘บิ๊กตู่’พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่ง ‘เศรษฐา’ กล่าวถึง ‘ทักษิณ’ ว่าไม่มีสัญญาใจ พร้อมย้ำว่าไม่มีสัญญาใจกับอดีตนายกฯ ทุกคน แต่เมื่อมาถึงชื่อ ‘นายกฯ ประยุทธ์’ กลับระบุว่า ‘ใจถึงใจ’
“ไม่มี ผมไม่มีสัญญาใจกับผู้นำในอดีตทุกๆ ท่านหรือหลายๆ ท่าน ซึ่งเรามาตรงนี้เรามาช่วยกันดูแลประเทศ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรที่ดีๆ ผมยินดีน้อมรับ” เศรษฐา กล่าว
“ผมเชื่อว่าเรื่องของใจต่อใจ ที่ผมมีกับนายกฯ ประยุทธ์ชัดเจน จุดมุ่งหมายเราจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพราะท่านฝากบ้านเมืองไว้ให้ผม ในฐานะนายกฯ คนที่ 30 ต่อจากท่านคนที่ 29” เศรษฐา กล่าว
ตีคู่มากับกระแสข่าว ‘เศรษฐา’ ในฐานะ ‘นายกฯ ในตำแหน่ง’ กำลังตีออกห่าง ‘นายกฯ ในตำนาน’ ในวันที่ ‘เศรษฐา’ มีอำนาจอยู่ในมือตาม รธน. ก็ต้องการ ‘สถาปนาอำนาจ’ ของตัวเอง ในการ ‘ต่อยอด’ เพื่อไม่อยู่ ‘ใต้เงาทักษิณ’ ไปตลอด
โดยมีรายงานว่า ‘เศรษฐา’ ได้พบปะ ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘อดีตบิ๊กข้าราชการ’ ทั้งสายพลเรือน-ตำรวจ เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในสังคม เรียกว่าเป็นบุคคลที่มี ‘อิทธิพล’ ต่อ ‘รบ.เศรษฐา’ ไม่น้อย
ตามสภาพ ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ที่ขาดตัวละครเป็น ‘ผู้นำหลัก’ ที่ในขณะนี้ยังต้อง ‘ใช้บริการ’ จาก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในการเป็น ‘แม่ทัพข้ามขั้ว’ ในการสู้กับ ‘ขั้วก้าวไกล’ ซึ่งชื่อ ‘เศรษฐา’ ก็คืออีก ‘ตัวเลือก’ ของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่จะมาแทน ‘ทักษิณ’
ทว่า ‘ทักษิณ’ ก็ใช่ว่าจะ ‘สิ้นไร้ไม้ตอก’ ตามสไลต์ ‘นักเจรจาการเมือง’ ที่ทำให้ ‘ดีลลับลังกาวี’ มีการ ‘ปรับ-ต่อรอง’ กันเป็นระยะๆ เพราะคนอย่าง ‘ทักษิณ’ ไม่ยอมเป็น ‘ฝ่ายเสียดุล’ เพียงฝ่ายเดียว เพื่อ ‘รักษาสถานะตัวเอง’ ไว้
สิ่งหนึ่งที่ยังเป็น ‘บ่วง’ สำหรับ ‘ทักษิณ’ คือคดี ม.112 ภายหลัง ‘อัยการสูงสุด’ สั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’ ที่น่าใจคือ ‘ทักษิณ’ ได้ให้ทนายมายื่นเรื่องขอเลื่อน ‘ฟังคำสั่งอัยการสูงสุด’ 1 วัน โดยอ้างว่า ‘ติดโควิด’ แต่สุดท้าย อสส. ไม่เลื่อนอ่านคำสั่ง พร้อมนัดส่งตัว ‘ทักษิณ’ ฟ้องศาล 18 มิ.ย.นี้
ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ช่วง 2 วัน ก่อนจะถึงวันที่ ‘อัยการสูงสุด’ อ่านคำสั่งคดี ม.112 ในฝั่ง ‘ทักษิณ’ อยู่ในพื้นที่ ‘อับสัญญาณ’ ซึ่งเป็นช่วงที่ ‘ติดเชื้อโควิด’ พอดี
ทำให้ฝั่ง ‘ทักษิณ’ ต้องทำการ ‘เช็คสัญญาณ’ ว่าจะเป็นไปอย่างไร ? เพราะคดี ม.112 ที่ ‘ทักษิณ’ เผชิญอยู่ แม้ ‘ทักษิณ’ จะบอกคนใกล้ตัว หนึ่งในนั้นคือ ‘สุทิน คลังแสง’ รมว.กลาโหม ว่า จะได้ใช้โอกาสนี้ ‘เคลียร์’ ต่อสังคม หากจบเร็วไป สังคมก็จะไม่เคลียร์ เพื่อย้ำว่า ‘ทักษิณ’ จะไม่หนีคดีนี้ ซึ่งตรงกับที่ ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร’ อ้างถึงคำพูดคุณพ่อว่า “การขึ้นศาลก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พูดถึงข้อเท็จจริงได้”
ที่น่าสนใจคือเรื่อง คดี ม.112 ถูกโยงกับ ‘ดีลการเมือง’ ซึ่ง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ก็ปฏิเสธการเชื่อมโยงนี้ว่า “ไม่มีดีล จะมีดีลอะไรเกี่ยวกับคดีนี้ ไม่มีอยู่แล้ว ไม่มีดีลอะไรเลย” แต่สิ่งที่น่าใจคือ ‘อุ๊งอิ๊ง’ พยายามย้ำว่า ‘อัยการสูงสุด’ ที่ทำคดี ม.112 ของ ‘ทักษิณ’ เป็นผลพวงจาก ‘รัฐประหาร 2557’ ที่เป็น ‘สารตั้งต้น’ ของคดีทั้งหมด
“จริงๆ คุณพ่อก็ไม่ได้กังวลในเรื่องนี้มาก เพราะคดีนี้เกิดขึ้นตอนที่มีปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งอัยการสูงสุดในขณะนั้น ถูกแต่งตั้งโดย คสช.” แพทองธาร กล่าว
สำหรับ ‘พรรคเพื่อไทย’ มีบทเรียนในอดีต จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ ‘เหมาเข่ง’ จากยุค ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ที่เป็น ‘สารตั้งต้น’ ทำให้ ‘ยิ่งลักษณ์’ โดนยึดอำนาจ ที่ถูกมองว่าเป็น ‘ดีลมโน-ดีลหลอก’ ในยุคนั้น
แต่ขณะนี้บริบทการเมืองเปลี่ยนไป เพราะ ‘เพื่อไทย’ มาอยู่กับ ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ผ่านการตั้ง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ การที่ กมธ.นิรโทษกรรมฯ ของสภาฯ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ม.112 จะอยู่ใน ‘ฐานความผิด’ กม.นิรโทษกรรม หรือไม่ ทำให้ ‘เพื่อไทย’ กระอักกระอ่วนใจ ระหว่าง ‘การเมือง’ กับ ‘นายใหญ่’ จะเลือกทางใด ซึ่งเรื่องนี้ ‘เศรษฐา’ กลับเลี่ยงที่จะตอบคำถาม ไม่ขอแสดงจุดยืนใดๆ เพราะเคยโดน ‘Digital Footprint’ ตามเล่นงานมาแล้ว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ไม่เคยไว้ใจ ‘ทักษิณ’ เลย !!





