ยันไม่ได้มาหาเสียง แต่ต้องรีบทำให้เสร็จ ชี้ไม่รู้วันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น การันตีไม่ยุบท้องถิ่นแน่ ขณะ ‘อนุพงษ์’ คาดขึ้นค่าตอบแทน ประกาศราชกิจจาฯ 6 มี.ค.นี้ มีผลเดือน ต.ค.
วันที่ 2 มีนาคม 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชัชวาลย์ คงอุดม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.อุดรธานี และหนองบัวลำภู
โดยจุดแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (ศูนย์สามพร้าว) ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี ทันทีที่นายกรัฐมนตรีมาถึงประชาชนที่มารอให้กำลังใจตะโกนบอก “ลุงตู่สู้ๆ” โดย นายกฯ ได้ตอบกลับไป “ก็ขอให้ช่วยกันสู้เช่นเดียวกัน ขอให้สู้เพื่อประเทศชาติ”
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนา “บทบาทท้องถิ่นไทยกับการกระจายอำนาจเพื่อการไปต่ออย่างยั่งยืน” พร้อมกล่าวปาฐกถา “ท้องถิ่นต้องไปต่อ” ว่า ขอบคุณทุกคนที่ได้มาเจอกันในวันนี้จากหลายภูมิภาค เป็นโอกาสสำคัญที่มาพบกัน เพราะเราต้องทำงานร่วมกัน วันนี้ดีใจที่ได้มาเจอถือว่าได้มีโอกาสพูดกับประชาชนทั้ง 70 ล้านคน วันนี้ยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มาเปิดโครงการสัมมนาบทบาทท้องถิ่นไทยกับการกระจายอำนาจเพื่อการไปต่ออย่างยั่งยืน ตนถือว่าสิ่งที่กำหนดไว้ในวันนี้ นั่นคือความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ทำอย่างไรจะเดินไปข้างหน้าเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดโครงการที่สำคัญที่สุดในลำดับต้นๆ ให้ความสำคัญเสมอมา ผู้บริหารอบต.ทั่วประเทศทุกท่านที่ดูแลเป็นอย่างดีในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ซึ่งมีปัญหามากมาย เราผ่านปัญหามาด้วยกัน อย่างโควิด-19 หลายคนอย่าลืมตรงนี้เพราะเป็นฝีมือของพวกเราทุกคน
“นายกฯ ขอวันนี้พูดในนามนายกฯ ได้ใช่ไหม พูดบนเวทีมันยากเหลือเกิน วันนี้ถือว่ามาขอบคุณและภาคภูมิใจกับพวกเราซึ่งต้องร่วมมือกันแบบนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเผชิญกับอะไรอีกในโลกใบนี้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ การทำหน้าที่ถือเป็นการสะท้อนปัญหาอย่างชัดเจน แม้ผมจะอยู่ในระดับบนแต่ก็ดูระดับล่างด้วย มีความสัมพันธ์กับท้องถิ่น อยากให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นในท้องถิ่นทุกชุมชนทั่วประเทศ”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่จังหวัดอุดรธานีมาหลายครั้ง ดีใจชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมอมา ทั้งนี้จังหวัดอุดรธานีมีศักยภาพสูงทั้งการค้า การคมนาคม และอีกหลายจังหวัดก็มีศักยภาพที่ต้องพัฒนา ปัญหาอุปสรรค ตนพยายามจะขับเคลื่อนประเทศไปในลักษณะนี้ เพื่อลดปัญหาอุปสรรคความขัดแย้งทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
ทำอย่างไรให้การค้าการขนส่งดีขึ้นเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รถไฟความเร็วสูงไปจีนต่อไปยุโรปไม่ใช่แค่นี้ ซึ่งวันนี้กำลังก่อสร้างอยู่โครงการขนาดใหญ่ทำยากต้องใช้เวลานานขอให้อดทนสักนิด เพราะติดปัญหาเรื่องที่ดินและอีกหลายๆ อย่างซึ่งอยู่กับพวกเราจะทำความเข้าใจและความร่วมมือ ทุกอย่างทำได้ มีเงินทำได้ ต้องให้ประชาชนร่วมมือ นั่นคือหลักประชาธิปไตย ทุกคนต้องเข้าใจตรงนี้ ซึ่งตนเข้าใจอย่างที่สุดหลายปีที่ผ่านมาไม่ขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น นั่นคือวิธีการแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็วเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอภาค พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ภาคอีสานมีความเจริญเติบโตขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเพราะตนให้แก้ปัญหาลงในครัวเรือนผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน พบว่าผู้มีรายได้น้อยลดลงเพราะมีอาชีพอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องพัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อความทันสมัย และเข้าถึงภาคบริการภาครัฐ นโยบายของรัฐสิ่งเหล่านี้ต้องทำตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าทุกจังหวัดมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ต่อไปจะสร้างความเจริญเติบโตให้ทุกจังหวัดใกล้เคียงกัน
“ผมไม่อยากให้เรียกรากหญ้าเพราะท่านไม่ใช่รากหญ้า แต่คือฐานรากของประเทศนี้ ผมไม่ได้พูดเอาใจท่าน แต่ผมคิดดูว่าบ้านเมืองของเราหรือประเทศของเรา ทุกคนมีบ้านมีช่อง ซึ่งต้องเริ่มจากฐานราก บ้านท่านมีพื้นมีเสา จนกระทั่งหลังคา ท่านคือผู้ที่จะทำรายได้ให้ประเทศ โดยท้องถิ่นต้องช่วยกันเพื่อแข็งแรงไปด้วยกัน ถ้าเราทำอะไรที่ซ้ำซ้อนมากเกินไป ก็ต้องดูเรื่องดีมานซ์ซับพลายความเชื่อมโยง ต้องคิดบริบทใหญ่เพราะประเทศเราไม่ใช่เล็กๆ 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตร ไม่เล็กมีคน 70 ล้านคน อะไรทำได้ไม่ต้องห่วงผมทำให้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การเป็นรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ง่าย และตนไม่ใช่คนเก่งกาจสามารถคนเดียว ไม่ใช่ ทุกคนช่วยกันทำงานตั้งแต่ท้องถิ่นถึงข้างบน ต้องทำสำเร็จวันนี้และสำเร็จมาแล้ว ปรบมือให้ตัวเองหน่อย
“ผมเปรียบแต่เป็นผู้นำในเชิงบริหาร ผมยืนตรงนี้ผมตื่นเต้น วันหน้าขอให้มาเป็นนายกฯ แบบผมได้ทุกคน ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถอยู่ดีกินดีมีความสุข มีปัญหาอะไรก็แก้ไขให้เขาบ้าง ปัญหาเล็กน้อย ปัญหาใหญ่ ส่วนกลางก็ต้องเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ผมพร้อมรับทุกเรื่องเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาในระดับรัฐบาล”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำบางครั้งไม่เห็น จึงต้องเปิดตาเปิดใจและดูแลประเทศไปด้วยกัน ต้องมองจังหวัดใกล้เคียงและประเทศอื่นว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นคือประเทศไทยของเรา ครอบครัวคนไทยใครทำอะไรไม่ได้ นี่คือสังคมของเราจะแตกแยกไม่ได้สังคมครอบครัว สังคมส่วนรวม สังคมประเทศชาติแตกไม่ได้อยู่แล้ว
“มีข่าวบางข่าวผมไม่แน่ใจใครพูดจะยุบท้องถิ่น จะให้เขายุบเหรอ จะให้ยุบไหม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว ซึ่งระหว่างนี้เหล่า อบต.ได้ตอบว่า “ไม่ให้ยุบ” นายกฯ จึงกล่าวอีกว่า ใครพูดตนไม่รู้ การจะให้อะไรก็ตามในฐานะที่เป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องดูงบประมาณมีแค่ไหน ไม่ใช่ว่าได้เท่าไหร่จ่ายหมดมันไม่ได้ เรารับผิดชอบหนี้ ก่อนหน้านั้นก็มีมาสมควร ไม่ใช่มาเริ่มที่สมัยตน
ตนต้องดูมือซ้ายทำอย่างไรเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ทางขวาก็ต้องเตรียมความพร้อม นี่คือสิ่งที่ต้องฝากลูกหลานทุกคน สุดท้ายนี้ขอชื่นชมพี่น้องท้องถิ่น ผู้บริหาร อบต.ทั่วประเทศที่เกี่ยวข้อง ช่วยการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งดีขึ้นเรื่อยๆ และทำต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “รัฐบาลสนับสนุนการกระจายอำนาจ ไม่หวงไว้ เราจะหวงไว้ทำไม แต่ทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ซึ่งวันนี้ได้พูดคุยกับคณะกรรมการและกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้กับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รองนายก อบต. ประธานสภา และรองประธานสภา สมาชิกสภา อบต. และเลขานุการ ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการ คาดว่าจะลงนามแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในสัปดาห์หน้า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียง เพราะเรื่องนี้ขอมาและทำมานานแล้ว แต่บังเอิญทำได้ในช่วงนี้และมาที่นี่พอดี”
นอกจากนี้ รัฐบาลจะยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาล ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่นให้ อบต. ยกฐานะเป็นเทศบาล ตามหลักการของการปกครองท้องถิ่นตามสากล ต่อไปทุกคนจะต้องเรียกตัวเองว่า นายกเทศมนตรี “โอ้โห ใหญ่โตกันทั้งหมด ถือว่าใหญ่โต วันข้างหน้าก็จะได้เป็นนายกฯ จะมายืนอยู่ตรงนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทุบอกตัวเอง พร้อมบอกว่า “แต่โจทก์เยอะหน่อย”
นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เรื่องสวัสดิการของนายก และรองนายก อบต. ประธาน รองประธาน สมาชิกและเลขานุการ รัฐบาลทราบถึงความยากลำบาก กำลังพิจารณาถึงสวัสดิการ เช่น ค่ารักษา พยาบาลค่าเลี้ยงดูบุตร กำลังพิจารณาอยู่
“นี่ไม่ใช่การมาหาเสียง เป็นการมาทำงานตามปกติ แต่ผมจำเป็นจะต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จให้เร็วๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันข้างหน้าอาจจะมีการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปให้ดียิ่งกว่าเดิมก็ได้ ซึ่งเริ่มไปแล้วและทำไปแล้ว วันหน้าก็ทำต่อๆ ไป ไม่ใช่จะเสนอแต่จะให้ยุบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มันไม่ได้ พูดมากไป เดี๋ยวมีเรื่องอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ขณะที่ วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานช่วงหนึ่งว่า “เรามาให้กำลังใจนายกฯ สานต่องานให้สำเร็จ ขอบคุณที่มาเป็นกำลังใจ พวกเราพร้อมสนับสนุนให้นายกฯ ทำงานต่อ”
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การประกาศขึ้นค่าตอบแทน อบต. ในงานสัมมนา อบต.ทั่วประเทศ นั้น เขาได้รับการพิจารณาจากทางกระทรวงมหาดไทยมาแล้ว
เมื่อถามว่า หากประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะมีผลสิ้นเดือนมีนาคม นี้เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ก็มีผล ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณของ อบต.เขา
เมื่อถามว่า แต่ละ อบต. จะไม่ได้เท่ากันใช่หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละแห่งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า อันนี้เดี๋ยวเขากำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งรายละเอียดตนไม่ทราบ รู้แต่เพียงหลักการ
เมื่อถามว่า การขึ้นค่าตอบแทน อบต.จะถูกมองว่าเป็นการหาเสียงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “คุณมองยังไง ก็ไปอย่างนั้น แล้วแต่คุณจะมอง แต่มันเป็นเรื่องการทำงานปกติของรัฐบาล”
เมื่อถามว่า การยกระดับ อบต. เป็นเทศบาลจะทำได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เร็วๆ นี้
เมื่อถามต่อว่า ต่อไปจะไม่มี อบต.แล้ว จะเป็นเทศบาลทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ใช่ พูดไปแล้วไง ก็ อบต.ยกสถานะเป็นเทศบาล” พร้อมยืนยันว่า ยกระดับทั้งหมด
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นเทศบาล ว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการตราในประมวลกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ที่จะมีผลกับ อบต.ทั่วประเทศ โดยถือว่าเป็นไปตามหลักสากลให้เป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งสถานะของ อบต.ก็จะเป็นเทศบาลทั้งหมด
ทั้งนี้ ส่วนการเพิ่มค่าตอบแทนนั้น ขณะนี้กฎหมายเสร็จแล้วอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในรายละเอียด คาดว่าวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมนี้ จะประกาศได้ในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลในช่วงประมาณเดือนตุลาคม โดยหลักการนั้นจะคำนวณจากรายได้ ที่จะมีหลักเกณฑ์อยู่
วันที่ 2 มีนาคม 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชัชวาลย์ คงอุดม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.อุดรธานี และหนองบัวลำภู
โดยจุดแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (ศูนย์สามพร้าว) ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี ทันทีที่นายกรัฐมนตรีมาถึงประชาชนที่มารอให้กำลังใจตะโกนบอก “ลุงตู่สู้ๆ” โดย นายกฯ ได้ตอบกลับไป “ก็ขอให้ช่วยกันสู้เช่นเดียวกัน ขอให้สู้เพื่อประเทศชาติ”
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนา “บทบาทท้องถิ่นไทยกับการกระจายอำนาจเพื่อการไปต่ออย่างยั่งยืน” พร้อมกล่าวปาฐกถา “ท้องถิ่นต้องไปต่อ” ว่า ขอบคุณทุกคนที่ได้มาเจอกันในวันนี้จากหลายภูมิภาค เป็นโอกาสสำคัญที่มาพบกัน เพราะเราต้องทำงานร่วมกัน วันนี้ดีใจที่ได้มาเจอถือว่าได้มีโอกาสพูดกับประชาชนทั้ง 70 ล้านคน วันนี้ยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มาเปิดโครงการสัมมนาบทบาทท้องถิ่นไทยกับการกระจายอำนาจเพื่อการไปต่ออย่างยั่งยืน ตนถือว่าสิ่งที่กำหนดไว้ในวันนี้ นั่นคือความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ทำอย่างไรจะเดินไปข้างหน้าเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดโครงการที่สำคัญที่สุดในลำดับต้นๆ ให้ความสำคัญเสมอมา ผู้บริหารอบต.ทั่วประเทศทุกท่านที่ดูแลเป็นอย่างดีในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ซึ่งมีปัญหามากมาย เราผ่านปัญหามาด้วยกัน อย่างโควิด-19 หลายคนอย่าลืมตรงนี้เพราะเป็นฝีมือของพวกเราทุกคน
“นายกฯ ขอวันนี้พูดในนามนายกฯ ได้ใช่ไหม พูดบนเวทีมันยากเหลือเกิน วันนี้ถือว่ามาขอบคุณและภาคภูมิใจกับพวกเราซึ่งต้องร่วมมือกันแบบนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเผชิญกับอะไรอีกในโลกใบนี้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ การทำหน้าที่ถือเป็นการสะท้อนปัญหาอย่างชัดเจน แม้ผมจะอยู่ในระดับบนแต่ก็ดูระดับล่างด้วย มีความสัมพันธ์กับท้องถิ่น อยากให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นในท้องถิ่นทุกชุมชนทั่วประเทศ”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่จังหวัดอุดรธานีมาหลายครั้ง ดีใจชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมอมา ทั้งนี้จังหวัดอุดรธานีมีศักยภาพสูงทั้งการค้า การคมนาคม และอีกหลายจังหวัดก็มีศักยภาพที่ต้องพัฒนา ปัญหาอุปสรรค ตนพยายามจะขับเคลื่อนประเทศไปในลักษณะนี้ เพื่อลดปัญหาอุปสรรคความขัดแย้งทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
ทำอย่างไรให้การค้าการขนส่งดีขึ้นเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รถไฟความเร็วสูงไปจีนต่อไปยุโรปไม่ใช่แค่นี้ ซึ่งวันนี้กำลังก่อสร้างอยู่โครงการขนาดใหญ่ทำยากต้องใช้เวลานานขอให้อดทนสักนิด เพราะติดปัญหาเรื่องที่ดินและอีกหลายๆ อย่างซึ่งอยู่กับพวกเราจะทำความเข้าใจและความร่วมมือ ทุกอย่างทำได้ มีเงินทำได้ ต้องให้ประชาชนร่วมมือ นั่นคือหลักประชาธิปไตย ทุกคนต้องเข้าใจตรงนี้ ซึ่งตนเข้าใจอย่างที่สุดหลายปีที่ผ่านมาไม่ขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น นั่นคือวิธีการแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็วเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอภาค พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ภาคอีสานมีความเจริญเติบโตขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเพราะตนให้แก้ปัญหาลงในครัวเรือนผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน พบว่าผู้มีรายได้น้อยลดลงเพราะมีอาชีพอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องพัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อความทันสมัย และเข้าถึงภาคบริการภาครัฐ นโยบายของรัฐสิ่งเหล่านี้ต้องทำตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าทุกจังหวัดมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ต่อไปจะสร้างความเจริญเติบโตให้ทุกจังหวัดใกล้เคียงกัน
“ผมไม่อยากให้เรียกรากหญ้าเพราะท่านไม่ใช่รากหญ้า แต่คือฐานรากของประเทศนี้ ผมไม่ได้พูดเอาใจท่าน แต่ผมคิดดูว่าบ้านเมืองของเราหรือประเทศของเรา ทุกคนมีบ้านมีช่อง ซึ่งต้องเริ่มจากฐานราก บ้านท่านมีพื้นมีเสา จนกระทั่งหลังคา ท่านคือผู้ที่จะทำรายได้ให้ประเทศ โดยท้องถิ่นต้องช่วยกันเพื่อแข็งแรงไปด้วยกัน ถ้าเราทำอะไรที่ซ้ำซ้อนมากเกินไป ก็ต้องดูเรื่องดีมานซ์ซับพลายความเชื่อมโยง ต้องคิดบริบทใหญ่เพราะประเทศเราไม่ใช่เล็กๆ 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตร ไม่เล็กมีคน 70 ล้านคน อะไรทำได้ไม่ต้องห่วงผมทำให้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การเป็นรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ง่าย และตนไม่ใช่คนเก่งกาจสามารถคนเดียว ไม่ใช่ ทุกคนช่วยกันทำงานตั้งแต่ท้องถิ่นถึงข้างบน ต้องทำสำเร็จวันนี้และสำเร็จมาแล้ว ปรบมือให้ตัวเองหน่อย
“ผมเปรียบแต่เป็นผู้นำในเชิงบริหาร ผมยืนตรงนี้ผมตื่นเต้น วันหน้าขอให้มาเป็นนายกฯ แบบผมได้ทุกคน ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถอยู่ดีกินดีมีความสุข มีปัญหาอะไรก็แก้ไขให้เขาบ้าง ปัญหาเล็กน้อย ปัญหาใหญ่ ส่วนกลางก็ต้องเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ผมพร้อมรับทุกเรื่องเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาในระดับรัฐบาล”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำบางครั้งไม่เห็น จึงต้องเปิดตาเปิดใจและดูแลประเทศไปด้วยกัน ต้องมองจังหวัดใกล้เคียงและประเทศอื่นว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นคือประเทศไทยของเรา ครอบครัวคนไทยใครทำอะไรไม่ได้ นี่คือสังคมของเราจะแตกแยกไม่ได้สังคมครอบครัว สังคมส่วนรวม สังคมประเทศชาติแตกไม่ได้อยู่แล้ว
“มีข่าวบางข่าวผมไม่แน่ใจใครพูดจะยุบท้องถิ่น จะให้เขายุบเหรอ จะให้ยุบไหม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว ซึ่งระหว่างนี้เหล่า อบต.ได้ตอบว่า “ไม่ให้ยุบ” นายกฯ จึงกล่าวอีกว่า ใครพูดตนไม่รู้ การจะให้อะไรก็ตามในฐานะที่เป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องดูงบประมาณมีแค่ไหน ไม่ใช่ว่าได้เท่าไหร่จ่ายหมดมันไม่ได้ เรารับผิดชอบหนี้ ก่อนหน้านั้นก็มีมาสมควร ไม่ใช่มาเริ่มที่สมัยตน
ตนต้องดูมือซ้ายทำอย่างไรเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ทางขวาก็ต้องเตรียมความพร้อม นี่คือสิ่งที่ต้องฝากลูกหลานทุกคน สุดท้ายนี้ขอชื่นชมพี่น้องท้องถิ่น ผู้บริหาร อบต.ทั่วประเทศที่เกี่ยวข้อง ช่วยการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งดีขึ้นเรื่อยๆ และทำต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “รัฐบาลสนับสนุนการกระจายอำนาจ ไม่หวงไว้ เราจะหวงไว้ทำไม แต่ทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ซึ่งวันนี้ได้พูดคุยกับคณะกรรมการและกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้กับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รองนายก อบต. ประธานสภา และรองประธานสภา สมาชิกสภา อบต. และเลขานุการ ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการ คาดว่าจะลงนามแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในสัปดาห์หน้า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียง เพราะเรื่องนี้ขอมาและทำมานานแล้ว แต่บังเอิญทำได้ในช่วงนี้และมาที่นี่พอดี”
นอกจากนี้ รัฐบาลจะยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาล ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่นให้ อบต. ยกฐานะเป็นเทศบาล ตามหลักการของการปกครองท้องถิ่นตามสากล ต่อไปทุกคนจะต้องเรียกตัวเองว่า นายกเทศมนตรี “โอ้โห ใหญ่โตกันทั้งหมด ถือว่าใหญ่โต วันข้างหน้าก็จะได้เป็นนายกฯ จะมายืนอยู่ตรงนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทุบอกตัวเอง พร้อมบอกว่า “แต่โจทก์เยอะหน่อย”
นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เรื่องสวัสดิการของนายก และรองนายก อบต. ประธาน รองประธาน สมาชิกและเลขานุการ รัฐบาลทราบถึงความยากลำบาก กำลังพิจารณาถึงสวัสดิการ เช่น ค่ารักษา พยาบาลค่าเลี้ยงดูบุตร กำลังพิจารณาอยู่
“นี่ไม่ใช่การมาหาเสียง เป็นการมาทำงานตามปกติ แต่ผมจำเป็นจะต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จให้เร็วๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันข้างหน้าอาจจะมีการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปให้ดียิ่งกว่าเดิมก็ได้ ซึ่งเริ่มไปแล้วและทำไปแล้ว วันหน้าก็ทำต่อๆ ไป ไม่ใช่จะเสนอแต่จะให้ยุบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มันไม่ได้ พูดมากไป เดี๋ยวมีเรื่องอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ขณะที่ วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานช่วงหนึ่งว่า “เรามาให้กำลังใจนายกฯ สานต่องานให้สำเร็จ ขอบคุณที่มาเป็นกำลังใจ พวกเราพร้อมสนับสนุนให้นายกฯ ทำงานต่อ”
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การประกาศขึ้นค่าตอบแทน อบต. ในงานสัมมนา อบต.ทั่วประเทศ นั้น เขาได้รับการพิจารณาจากทางกระทรวงมหาดไทยมาแล้ว
เมื่อถามว่า หากประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะมีผลสิ้นเดือนมีนาคม นี้เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ก็มีผล ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณของ อบต.เขา
เมื่อถามว่า แต่ละ อบต. จะไม่ได้เท่ากันใช่หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละแห่งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า อันนี้เดี๋ยวเขากำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งรายละเอียดตนไม่ทราบ รู้แต่เพียงหลักการ
เมื่อถามว่า การขึ้นค่าตอบแทน อบต.จะถูกมองว่าเป็นการหาเสียงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “คุณมองยังไง ก็ไปอย่างนั้น แล้วแต่คุณจะมอง แต่มันเป็นเรื่องการทำงานปกติของรัฐบาล”
เมื่อถามว่า การยกระดับ อบต. เป็นเทศบาลจะทำได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เร็วๆ นี้
เมื่อถามต่อว่า ต่อไปจะไม่มี อบต.แล้ว จะเป็นเทศบาลทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ใช่ พูดไปแล้วไง ก็ อบต.ยกสถานะเป็นเทศบาล” พร้อมยืนยันว่า ยกระดับทั้งหมด
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นเทศบาล ว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการตราในประมวลกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ที่จะมีผลกับ อบต.ทั่วประเทศ โดยถือว่าเป็นไปตามหลักสากลให้เป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งสถานะของ อบต.ก็จะเป็นเทศบาลทั้งหมด
ทั้งนี้ ส่วนการเพิ่มค่าตอบแทนนั้น ขณะนี้กฎหมายเสร็จแล้วอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในรายละเอียด คาดว่าวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมนี้ จะประกาศได้ในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลในช่วงประมาณเดือนตุลาคม โดยหลักการนั้นจะคำนวณจากรายได้ ที่จะมีหลักเกณฑ์อยู่








