พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงเดินทางเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นครั้งแรก เพื่อสวมเสื้อให้สมาชิกพรรค หลังเวลา 16.30 น. ซึ่งเป็นการทำหน้าที่นักการเมือง นอกเวลาราชการ พร้อมยอมรับว่า การปราศรัยของ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ อาจมาจากความเผลอพลั้งและน่าเห็นใจ ซึ่งต้องขอโทษด้วย แต่ยืนยันว่า ไม่มีเจตนาไม่ดี ส่วนที่ผ่านมา เคยกำชับถึงการปราศรัยที่ไม่ไปพาดพิงพรรคอื่น และตนก็ไม่เคยให้ร้ายใคร แต่จะพูดเฉพาะเหตุผลอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ อะไรที่ควรทำ หรือไม่ควรทำ ทั้งนี้ ก็ต้องเตือนกันไปในเรื่องปราศรัยที่มีการเชื่อมโยงถึงสถาบัน และต้องระมัดระวังอย่างที่สุด แต่ยอมรับว่าบางทีก็หลุด
“ผมยอมรับว่าผมก็เครียดอยู่เหมือนกัน กลัวว่าจะหลุดเหมือนกัน ผมก็ระมัดระวังอย่างที่สุดในการที่จะพูดถึงเรื่องของสถาบันของประเทศไทยของเรานั้นมันไม่น่าจะผิด ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของเรา ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มองว่าเขาข่ายลักษณะต้องห้ามในการปราศรัยหาเสียงนั้น ก็ให้อีกฝ่ายว่าไป เพราะจับจ้องดูเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นเรื่องของศาลฯ ก็ว่ากันไป
ส่วนนโยบายเพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการพลัส เป็น 1,000 บาทต่อเดือน มั่นใจว่าทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุต้องพิจารณาดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ เอางบประมาณมาจากที่ไหน ซึ่งภายในพรรคก็นำมาปรึกษาหารือกันแล้ว มีหลายคนที่เกี่ยวข้องและมีความรู้ทางด้านนี้ ส่วนจะใช้งบประมาณเท่าไหร่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ยอดทั้งหมดประมาณ 15 ล้านคน ก็อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งก็โอเคพอหาได้ แต่ยืนยันไม่ใช่การเกทับพรรคอื่น และตนก็ไม่ได้สนใจพรรคอื่น พร้อมย้ำ ไม่ได้เป็นการบลัฟ (bluff - เกทับ) พรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอนโยบายเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน
“ผมไม่ได้สน ผมไม่ได้ตั้งใจอะไรอย่างนั้น กับหัวหน้าพรรคอื่นผมก็สนิทกันดีอยู่แล้ว และรักกันดีอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องของการหาเสียงซึ่งผมหาเสียงในสิ่งที่มันเป็นไปได้ ผมรู้ว่ามันบริหารอย่างไร เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องรู้กลไกและขั้นตอนของงบประมาณซึ่งต้องสนใจด้วยว่ามีอยู่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดปากเปล่าออกไปก็ดูสิ บางทีพอคูณตัวเลขแล้วก็ออกมาเป็นงบแสนแสนล้านบาท แล้วจะเอางบมาจากที่ไหนผมก็ไม่รู้ ผมไม่พูด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ มั่นใจว่า นโยบายที่พูดออกไปนั้นทำได้ เพราะได้ศึกษาและมีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้ว อีกทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงบประมาณจะพูดโดยไม่มีหลักการไม่ได้ ส่วนเมื่อถูกถามย้ำถึงกรณีที่ถูกมองว่าเป็นการแจกเงิน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์เล็กน้อยว่า “เขาเรียกว่ารัฐสวัสดิการมิใช่หรือ จะมาบอกว่าแจกได้อย่างไรเล่า บอกแล้วไงว่า 2 อย่างที่รัฐบาลต้องบริหารคือ ความเท่าเทียมของโอกาส เราถึงได้มีถนนหนทาง เส้นทางคมนาคมมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้อย่างประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย ถือเป็นการทำต่อนโยบาย ทำแล้ว ทำอยู่ ทุกคนก็เข้าใจดีอยู่แล้ว”
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ลงพื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี 2 มี.ค.นี้ ไม่ถือเป็นการกดปุ่มจ่ายเงินให้ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่เป็นเรื่องการทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ที่ตนทราบ มีการพิจารณากันมาตั้งนานแล้ว แต่มาเจอโควิด-19 ส่วนงบประมาณนี้ เป็นงบประมาณส่วนท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นมีการพิจารณาขึ้นมา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ต้องดำเนินการตามนั้น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับสภาท้องถิ่นว่าเห็นชอบหรือไม่ เพราะต้องเป็นผู้อนุมัติในภาพรวม เนื่องจากต้องนำเงินมาถัวเฉลี่ยกันด้วย เพราะเงินในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุด่วยว่าไม่ได้ประเมินการลงพื้นที่เปิดประตูทั้งภาคใต้และอีสาน เพราะมีคนประเมินเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะสื่อมวลชน พร้อมย้ำเป้าหมายการเปิดประตูสู่อีสาน คือทำให้ประชาชนรักและสามัคคีกัน พัฒนาพื้นที่ทุกภาคให้เจริญเติบโต มีรายได้ที่ใกล้เคียงกัน ส่วนหนึ่งคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นธรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้อยู่ในส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการ ในการดูแลคนทุกกลุ่ม แต่ไม่ใช่จะเสนอให้กันมากๆ แล้วทำไม่ได้ ระบบงบประมาณล้มเหลวทั้งหมด ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้สนใจเรื่องจุดอ่อนหรือจุดแข็งในการเปิดประตูสู่อีสานของพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่สนใจที่ประชาชนทั้งประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงกรณีถูกตั้งข้อสังเกตในช่วงการปราศรัย มีเก้าอี้ว่างเยอะ ว่า เก้าอี้มันว่างตอนเย็น เพราะประชาชนส่วนหนึ่งกลับบ้าน เนื่องจากมาตั้งแต่บ่าย พร้อมทั้งปฏิเสธตอบคำถามว่าต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการขึ้นเวทีหรือไม่ โดยขอให้สื่อมวลชนช่วยเสนอ เมื่อสื่อฯ เสนอว่าไม่จำเป็นต้องให้พระเอกออกช่วงหลังสุด เพราะคนจะไม่รอฟัง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นเพราะเอก
“ใครเป็นพระเอก ผมไม่ได้เป็นพระเอก ทุกคนเป็นพระเอกทั้งหมด ทุกอย่างมันต้องไปด้วยกัน นายกฯ คนเดียวจะเก่งคนเดียวได้อย่างไรเล่า นี่คนอื่นเขาเก่งไปด้วยสิ วันนี้ผมพยายามทำทุกอย่างให้เข้าระบบให้ได้ วันข้างหน้าก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคให้เข้าใจในระบบงบประมาณ ซึ่งผมไม่ขัดข้องอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่พรรคที่สนับสนุนผม แต่ทุกพรรคในวันข้างหน้าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำแบบที่ผมทำ และไม่มีใครทำได้ตามใจทั้งหมด เพราะมันมีกฎหมายและระเบียบทุกตัว จะอนุมัติอะไรนายกฯ มีอำนาจเด็ดขาดการนำเข้าพิจารณาใน ครม. แต่ทุกอย่าง ครม. ต้องอนุมัติด้วยกัน และนายกฯ ต้องฟังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ว่างบประมาณเหลืออยู่เท่าไหร่ เราจะใช้จ่ายเกินเลยไม่ได้เพราะจะกระทบต่ออย่างอื่นด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ในช่วงท้าย นายกฯ ยอมรับว่า อาจลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพัทลุง ในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งคณะทำงานจะเสนอแผนขึ้นมา พร้อมระบุว่า ในฐานะนายกฯ ไปทุกจังหวัดอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ไปหาเสียง หรือไปในนามพรรค เพราะหากไปหาเสียงก็ไปแบบในงานของพรรคอย่างที่โคราช
“ผมยอมรับว่าผมก็เครียดอยู่เหมือนกัน กลัวว่าจะหลุดเหมือนกัน ผมก็ระมัดระวังอย่างที่สุดในการที่จะพูดถึงเรื่องของสถาบันของประเทศไทยของเรานั้นมันไม่น่าจะผิด ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของเรา ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มองว่าเขาข่ายลักษณะต้องห้ามในการปราศรัยหาเสียงนั้น ก็ให้อีกฝ่ายว่าไป เพราะจับจ้องดูเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นเรื่องของศาลฯ ก็ว่ากันไป
ส่วนนโยบายเพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการพลัส เป็น 1,000 บาทต่อเดือน มั่นใจว่าทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุต้องพิจารณาดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ เอางบประมาณมาจากที่ไหน ซึ่งภายในพรรคก็นำมาปรึกษาหารือกันแล้ว มีหลายคนที่เกี่ยวข้องและมีความรู้ทางด้านนี้ ส่วนจะใช้งบประมาณเท่าไหร่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ยอดทั้งหมดประมาณ 15 ล้านคน ก็อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งก็โอเคพอหาได้ แต่ยืนยันไม่ใช่การเกทับพรรคอื่น และตนก็ไม่ได้สนใจพรรคอื่น พร้อมย้ำ ไม่ได้เป็นการบลัฟ (bluff - เกทับ) พรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอนโยบายเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน
“ผมไม่ได้สน ผมไม่ได้ตั้งใจอะไรอย่างนั้น กับหัวหน้าพรรคอื่นผมก็สนิทกันดีอยู่แล้ว และรักกันดีอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องของการหาเสียงซึ่งผมหาเสียงในสิ่งที่มันเป็นไปได้ ผมรู้ว่ามันบริหารอย่างไร เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องรู้กลไกและขั้นตอนของงบประมาณซึ่งต้องสนใจด้วยว่ามีอยู่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดปากเปล่าออกไปก็ดูสิ บางทีพอคูณตัวเลขแล้วก็ออกมาเป็นงบแสนแสนล้านบาท แล้วจะเอางบมาจากที่ไหนผมก็ไม่รู้ ผมไม่พูด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ มั่นใจว่า นโยบายที่พูดออกไปนั้นทำได้ เพราะได้ศึกษาและมีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้ว อีกทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงบประมาณจะพูดโดยไม่มีหลักการไม่ได้ ส่วนเมื่อถูกถามย้ำถึงกรณีที่ถูกมองว่าเป็นการแจกเงิน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์เล็กน้อยว่า “เขาเรียกว่ารัฐสวัสดิการมิใช่หรือ จะมาบอกว่าแจกได้อย่างไรเล่า บอกแล้วไงว่า 2 อย่างที่รัฐบาลต้องบริหารคือ ความเท่าเทียมของโอกาส เราถึงได้มีถนนหนทาง เส้นทางคมนาคมมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้อย่างประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย ถือเป็นการทำต่อนโยบาย ทำแล้ว ทำอยู่ ทุกคนก็เข้าใจดีอยู่แล้ว”
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ลงพื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี 2 มี.ค.นี้ ไม่ถือเป็นการกดปุ่มจ่ายเงินให้ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่เป็นเรื่องการทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ที่ตนทราบ มีการพิจารณากันมาตั้งนานแล้ว แต่มาเจอโควิด-19 ส่วนงบประมาณนี้ เป็นงบประมาณส่วนท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นมีการพิจารณาขึ้นมา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ต้องดำเนินการตามนั้น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับสภาท้องถิ่นว่าเห็นชอบหรือไม่ เพราะต้องเป็นผู้อนุมัติในภาพรวม เนื่องจากต้องนำเงินมาถัวเฉลี่ยกันด้วย เพราะเงินในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุด่วยว่าไม่ได้ประเมินการลงพื้นที่เปิดประตูทั้งภาคใต้และอีสาน เพราะมีคนประเมินเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะสื่อมวลชน พร้อมย้ำเป้าหมายการเปิดประตูสู่อีสาน คือทำให้ประชาชนรักและสามัคคีกัน พัฒนาพื้นที่ทุกภาคให้เจริญเติบโต มีรายได้ที่ใกล้เคียงกัน ส่วนหนึ่งคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นธรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้อยู่ในส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการ ในการดูแลคนทุกกลุ่ม แต่ไม่ใช่จะเสนอให้กันมากๆ แล้วทำไม่ได้ ระบบงบประมาณล้มเหลวทั้งหมด ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้สนใจเรื่องจุดอ่อนหรือจุดแข็งในการเปิดประตูสู่อีสานของพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่สนใจที่ประชาชนทั้งประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงกรณีถูกตั้งข้อสังเกตในช่วงการปราศรัย มีเก้าอี้ว่างเยอะ ว่า เก้าอี้มันว่างตอนเย็น เพราะประชาชนส่วนหนึ่งกลับบ้าน เนื่องจากมาตั้งแต่บ่าย พร้อมทั้งปฏิเสธตอบคำถามว่าต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการขึ้นเวทีหรือไม่ โดยขอให้สื่อมวลชนช่วยเสนอ เมื่อสื่อฯ เสนอว่าไม่จำเป็นต้องให้พระเอกออกช่วงหลังสุด เพราะคนจะไม่รอฟัง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นเพราะเอก
“ใครเป็นพระเอก ผมไม่ได้เป็นพระเอก ทุกคนเป็นพระเอกทั้งหมด ทุกอย่างมันต้องไปด้วยกัน นายกฯ คนเดียวจะเก่งคนเดียวได้อย่างไรเล่า นี่คนอื่นเขาเก่งไปด้วยสิ วันนี้ผมพยายามทำทุกอย่างให้เข้าระบบให้ได้ วันข้างหน้าก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคให้เข้าใจในระบบงบประมาณ ซึ่งผมไม่ขัดข้องอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่พรรคที่สนับสนุนผม แต่ทุกพรรคในวันข้างหน้าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำแบบที่ผมทำ และไม่มีใครทำได้ตามใจทั้งหมด เพราะมันมีกฎหมายและระเบียบทุกตัว จะอนุมัติอะไรนายกฯ มีอำนาจเด็ดขาดการนำเข้าพิจารณาใน ครม. แต่ทุกอย่าง ครม. ต้องอนุมัติด้วยกัน และนายกฯ ต้องฟังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ว่างบประมาณเหลืออยู่เท่าไหร่ เราจะใช้จ่ายเกินเลยไม่ได้เพราะจะกระทบต่ออย่างอื่นด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ในช่วงท้าย นายกฯ ยอมรับว่า อาจลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพัทลุง ในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งคณะทำงานจะเสนอแผนขึ้นมา พร้อมระบุว่า ในฐานะนายกฯ ไปทุกจังหวัดอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ไปหาเสียง หรือไปในนามพรรค เพราะหากไปหาเสียงก็ไปแบบในงานของพรรคอย่างที่โคราช



