อดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีที่วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ออกมาจี้รัฐบาลให้ออกกฎหมายเรื่องนิรโทษกรรมโดยมองว่าการสร้างความปรองดองว่ามีความล่าช้าว่า เคารพความเห็นของวันชัย แต่เรื่องนี้นิรโทษกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทางรัฐบาลอาจจะมีความคิดที่จะเสนอกฎหมายประกบ สำหรับตนก็มีนิรโทษกรรมเหมือนกันตั้งแต่ยุคสมัยที่ต่อสู้ แต่ฝ่ายรัฐประหารเมื่อปฏิวัติเสร็จก็นิรโทษกรรมตัวเอง แต่ละพรรคก็มีความคิดเห็นตรงกันว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสม และคาดว่าสมัยประชุมหน้าคงจะมีการนำเรื่องนิรโทษกรรมเข้ามาพิจารณา ซึ่งในสมัยนี้คงไม่ทัน
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลเหมือนจะรวมมาตรา 112 ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยมองว่าอย่างไร อดิศร กล่าวว่า เรามองตรงข้ามกันอยู่แล้วถึงจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันไม่ได้ เพราะมาตรา 112 เราไม่แตะอยู่แล้ว จึงเป็นการมองกันคนละมุม แต่ควรจะเป็นต่างคนต่างมอง ไม่ควรใช้โซเชียลเอามาประณามอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
“ก็ขอความกรุณาฝ่ายค้าน ลดโซเชียลฯลงหน่อย พูดจาตามความเป็นจริงหน่อย” อดิศร กล่าว
เมื่อถามว่า หากมีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมจะรวมถึงผู้กระทำความผิดมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ อดิศร กล่าวว่า รายละเอียดตนยังไม่ทราบ แต่ทุกคดีที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามกรอบของกฎหมายแล้วควรจะได้รับการนิรโทษกรรม
เมื่อถามว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจใช่หรือไม่ เพราะมีการมองว่ารัฐบาลมาเสวยสุข อดิศร กล่าวว่า “เสวยสุขอะไร เขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย ตั้งแต่เข้ามาทำงาน ขอถอนคำว่าเสวยสุข ซึ่งนายกฯและครม.ไม่ได้หยุดเลย ตั้งแต่ 2 เดือน ถ้าเปรียบเทียบกับบางรัฐบาล ก็ไปไกลมาก โปรดเห็นใจเรามาแก้ปัญหาที่มันหมักหมมมาโดยตลอด ผมคิดว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯที่ขยันที่สุด ผมถามท่านว่าได้พักผ่อนหรือไม่ ท่านตอบผมมาว่างีบอยู่ ขอความกรุณาไม่ได้เลยเสวยสุขเลย รัฐบาลจะไม่ฉวยโอกาสเสวยสุข ทุกนาทีจะทำงานขยันขันแข็ง กับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค”
อดิศร ยังเปิดเผยว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลได้พิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันพุธที่ 25 ต.ค. จะมีการเลื่อนระเบียบวาระอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน เกี่ยวกับเรื่องน้ำ ดิน เรื่องลิง เรื่องช้าง ที่สร้างความเสียหาย ขึ้นมา ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับการทำประชามติเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หากสภาให้บรรจุระเบียบดังกล่าวอาจจะเป็นการขัดแย้งกับคณะทำงานของรัฐบาลได้ เนื่องจากผลการหารือที่เกิดขึ้นในสภาก็ยังไม่สามารถส่งถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาก่อน แต่ตอนนี้ครม.ทำงานไปไกลพอสมควร
“ที่ผ่านมาได้มีการเชิญตัวแทนพรรคก้าวไกลร่วมคณะทำงานด้วย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ จึงเห็นว่าควรทำญัตติอื่นมาพิจารณา คาดว่าไตรมาสแรกของปีใหม่ เรื่องการทำประชามติของคณะกรรมการฯจะสำเร็จ” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
เมื่อถามว่ามีการประสานไปยังวิปฝ่ายค้านหรือไม่ เนื่องจากเป็นญัตติแรกที่พรรคฝ่ายค้านเสนอขึ้นมา อดิศร กล่าวว่า ทางวิปรัฐบาลได้วิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วว่าเรื่องนี้มีความขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากจะมีการทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่วิปรัฐบาลเห็นว่าเราไม่ควรไปแตะต้องหมวด1 หมวด2 ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ยากจะตกลงกันได้ ส่วนจะเป็นข้อถกเถียงกันในสภาหรือไม่นั้น การถกเถียงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสภาเป็นที่ถกเถียงกัน หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องการวิธีการโหวต
เมื่อถามต่อว่า วิปฝ่ายค้านจะมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ อดิศร กล่าวว่า ฝ่ายค้านมองเป็นเกมการเมืองตลอด ที่ผ่านมาเรื่องเด็กไร้สัญชาติก็ทำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ว่าคว่ำญัตติ ซึ่งความจริงมติดังกล่าวส่งไปที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จึงเรียกร้องให้ฝ่ายค้านพิจารณาในการสื่อการให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะสภานี้ไม่ใช่ของฝ่ายค้านฝ่ายเดียว
อดิศร ยังกล่าวถึงการทำงานของสภาฯที่จะมีการปิดสมัยประชุมในสัปดาห์หน้าว่า หากจะให้มีการประเมินการทำงานในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนตัวให้เอบวก แม้จะพลาดพลั้งสภาล่ม 1 ครั้ง เนื่องจากเราตั้งตัวไม่ทัน แต่ภายหลังฝ่ายรัฐบาลมีความสามัคคี อยู่ในที่ประชุมจนวินาทีสุดท้าย การที่จะล่มอย่างที่ผ่านมาคงไม่มี และขอชมเชยทางฝ่ายค้านที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชนว่าสภาเป็นที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง ส่วนตัวให้เอบวก เท่ากัน
เมื่อถามถึงการทำงานของปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 อดิศรปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่ขออวยพรให้ทำหน้าที่ด้วยความปลอดภัย และสะดวก นำพาการประชุมของสภาไปสู่ความสำเร็จทุกประการ
อดิศร ยังกล่าวถึงการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยในวันที่ 27 ต.ค. นี้ โดยมีวาระสำคัญคือเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งมีชื่อของแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยว่า เป็นไปตามสื่อ เมื่อถามสมาชิกทุกท่านก็ออกไปที่แพทองธาร ส่วนเรื่องความเหมาะสมก็เห็นว่ามีความเหมาะสมมานานแล้ว เพราะมีความพร้อม เป็นวัยที่จะรับผิดชอบบ้านเมือง ไม่ได้มีอายุมาก หัวดำออกก่อน หัวด่อนนำก้น




